ReadyPlanet.com
dot
dot
dot
dot
dot
dot
dot
dot
dot
dot
dot
dot
dot
dot
dot




บึงนารางบ้านเรา

บึงนาราง

         การเดินทางไปจังหวัด ในภาคเหนือของประเทศไทย โดยทางรถยนต์มีหลายเส้นทาง หนึ่งเส้นทางที่สะดวก และตรงที่สุด คือเดินทางผ่านอำเภอบึงนาราง จังหวัดพิจิตร ซึ่งเป็นเขตพื้นที่ติดต่อกับจังหวัดนครสวรรค์ซึ่งเป็นภาคกลางตอนบน และอาจถือว่าอำเภอบึงนารางเป็นประตูที่เปิดไปสู่ภาคเหนือ

สภาพภูมิศาสตร์และสิ่งแวดล้อม

สภาพภูมิศาสตร์และสิ่งแวดล้อมเป็นองค์ประกอบที่สำคัญอันจะเป็นประโยชน์ทำให้สามารถทำความเข้าใจถึงเรื่องอื่น ๆ ได้อีกหลายด้าน รายละเอียดต่าง ๆ เกี่ยวกับภูมิศาสตร์และสิ่งแวดล้อมของอำเภอบึงนาราง มีดังนี้

ภูมิศาสตร์

อำเภอบึงนาราง เป็นอำเภอที่อยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของจังหวัดพิจิตร และอยู่ทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำน่าน มีถนนสายนครสวรรค์ – พิษณุโลก (เอเชีย ทางหลวงหมายเลข 117 ) ตัดผ่าน

อำเภอบึงนารางมีพื้นที่ประมาณ 450,610 ตารางกิโลเมตร หรือ 281,631 ไร่ 25 ตารางวา โดยมีอาณาเขต ติดต่อ อำเภอและจังหวัดใกล้เคียง ดังนี้

ทิศเหนือ ติดต่อกับ อำเภอโพธิ์ประทับช้าง และอำเภอตะพานหิน จังหวัดพิจิตร

ทิศใต้ ติดต่อกับ อำเภอเก้าเลี้ยว จังหวัดนครสวรรค์

ทิศตะวันออก ติดต่อกับ อำเภอโพทะเล จังหวัดพิจิตร

ทิศตะวันตก ติดต่อกับ อำเภอบรรพตพิสัย จังหวัดนครสวรรค์

และอำเภอขาณุวรลักษบุรี จังหวัดกำแพงเพชร

ลักษณะภูมิประเทศ

สภาพพื้นที่โดยทั่วไป เขตที่อยู่ติดกับแม่น้ำยมจะมีลักษณะเป็นที่ราบน้ำท่วมถึงในฤดูฝน หรือฤดูน้ำหลาก แม่น้ำยมจะเอ่อล้นฝั่งอยู่เสมอถัดจากบริเวณราบลุ่มแม่น้ำยมขึ้นไปจะมีพื้นที่ลาดชันไปทางตอนกลางมีพื้นที่เป็นป่าเสื่อมโทรม (เดิมเรียกว่าป่าบึงนาราง) ต่อจากพื้นที่ตอนกลางขึ้นไป พื้นที่จะมีระดับความสูงเพิ่มขึ้น มีความลาดชันไปทางตะวันตกที่ติดต่อกับจังหวัดนครสวรรค์และกำแพงเพชร

(สมบูรณ์ เทพรักษ์ : มปพ.8)

ลักษณะภูมิอากาศ

เขตอำเภอบึงนาราง มีลักษณะอากาศแบบเขตร้อน ซึ่งคอฟเฟน ( สมบูณณ์ เทพรักษ์ : มปพ.8) ได้กล่าวไว้พอสรุปได้ว่า เป็นแบบร้อนตลอดปี มีบางฤดูที่แห้งแล้งแบบฝน เมืองร้อนเฉพาะฤดู หรือทุ่งหญ้าเมืองร้อนหรือทุ่งหญ้าสะวานา อำเภอบึงนารางก็คล้ายกับภูมิภาคอื่น ๆ (ยกเว้นภาคใต้) คือมี 3 ฤดู คือ

ฤดูฝน เริ่มประมาณกลางหรือปลายเดือนพฤษภาคม ถึงกลางเดือนตุลาคมหรือต้นพฤศจิกายน

ฤดูหนาว เริ่มประมาณกลางเดือนตุลาคมหรือต้นเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนกุมภาพันธ์

ฤดูร้อน เริ่มประมาณเดือนกุมภาพันธ์ถึงกลางเดือนพฤษภาคม

ทรัพยากร

ในท้องที่อำเภอบึงนารางนั้นทรัพยากรที่สำคัญก็คือทรัพยากรน้ำโดยในพื้นที่ตำบลบางลายนั้นมีแม่น้ำยมไหลผ่าน หมู่ที่ 2, 3, 5, 6, 7 รวม 5 หมู่บ้าน พื้นที่โดยทั่วไปจึงเต็มไปด้วยลำคลองหรือห้วยน้ำธรรมชาติมากมาย นอกจากนี้ยังมีบึงน้ำสำคัญ จำนวน 3 แห่ง ได้แก่ บึงนารางซึ่งมีพื้นที่ประมาณ 513 ไร่ บึงคูณมีพื้นที่ประมาณ 715 ไร่ และบึงทับจั่นมีพื้นที่ประมาณ 80 ไร่ นอกจากแหล่งน้ำดังกล่าวแล้วในพื้นที่อำเภอบึงนารางยังมีหนองน้ำสาธารณะ อีกจำนวนเกือบร้อยแห่ง ปัจจุบันประชาชนยังใช้ประโยชน์จากแหล่งน้ำใต้ดินทำเกษตรกรรมกันเป็นจำนวนมาก

สภาพแวดล้อม

ที่อำเภอบึงนารางนั้นในอดีตอุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากรป่าไม้ เช่น ไม้สัก ไม้ยาง ประดู่ และไม้เบญจพรรณอื่น ๆ ซึ่งกรมป่าไม้เรียกป่าแถบนี้ว่า “ป่าบึงนาราง”

ประชาชนในอดีตจึงประกอบอาชีพที่สัมพันธ์กับป่า เช่น การทำน้ำมันยางจากต้นยางนาแล้วนำมาทำไต้สำหรับก่อไฟและให้แสงสว่างนอกจากนี้ยังนำน้ำมันยางมาผสมกับชันยาเรือซึ่งเป็นพาหนะที่สำคัญในช่วงฤดูน้ำหลาก หรือใช้ทาภาชนะ เครื่องจักสาน เช่น กระบุง และตะกร้า

สิ่งที่ยืนยันถึงความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่าแถบนี้ก็คือได้มีข้าราชบริพารของพระมหากษัตริย์ไทยสังกัดกรมช้าง ได้มาประจำอยู่ที่บ้านบึงนาราง คือนายเคน และนายเม่น ซึ่งต่อมา นายเม่นได้ราชทินนามว่า “หลวงแสนเชือกคชสิทธิ์” ซึ่งเป็นต้นสกุล “สิงหะคเชนทร์” มาทำหน้าที่จับช้างป่าส่งไปยังเมืองหลวง แสดงให้เห็นว่าในเขตนี้เป็นป่าที่สมบูรณ์มีสัตว์ป่าอาศัยอยู่มากมาย เช่น ช้าง เสือบอง ละมั่ง เก้ง กระต่าย กวาง และวัวแดง เป็นต้น

เป็นที่น่าเสียดายอย่างยิ่งที่ปัจจุบันนี้สภาพดังกล่าวได้หมดไปแล้วผืนป่าไม่มีให้พบเห็นอีกต่อไป คงพบเห็นแต่ร่องรอยของป่าเพียงเล็กน้อยคือมีต้นยางนาเหลืออยู่ประปรายในเขตหมู่บ้านห้วงปลาไหลเท่านั้นเอง

ประชากร

อำเภอบึงนารางมีประชากรทั้งสิ้น 29,019 คน เป็นชายจำนวน 14,336 คน เป็นหญิงจำนวน 14,683 คน สำหรับจำนวนประชากรแยกเป็นรายตำบล มีรายละเอียดดังนี้

ลำดับที่

ตำบล

ชาย

หญิง

รวม

หมายเหตุ

1

2

3

4

5

บึงนาราง

โพธิ์ไทรงาม

แหลมรัง

บางลาย

ห้วยแก้ว

2,499

2,113

3,922

3,569

2,233

2,657

2,039

3,932

3,736

2,319

5,156

4,152

7,854

7,305

4,552

 

การปกครอง

อำเภอบึงนาราง ประกอบด้วย 5 ตำบล 51 หมู่บ้าน ตามรายละเอียดดังนี้

1. ตำบลบึงนาราง มี 10 หมู่บ้าน

2. ตำบลโพธิ์ไทรงาม มี 7 หมู่บ้าน

3. ตำบลแหลมรัง มี 14 หมู่บ้าน

4. ตำบลบางลาย มี 14 หมู่บ้าน

5. ตำบลห้วยแก้ว มี 7 หมู่บ้าน

และทุกตำบลได้ยกฐานะเป็น องค์การบริหารส่วนตำบล ทั้งหมด

การศึกษา

อำเภอบึงนารางได้จัดการศึกษาทั้งในระบบและนอกระบบโรงเรียนตามรายละเอียดดังนี้

ข้อมูลการศึกษาในระบบโรงเรียน

สถานศึกษาในสังกัด

โรงเรียน

จำนวน

ห้องเรียน

จำนวน

ครู

จำนวน

นักเรียน

จำนวน

  1. สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ
  2. กรมสามัญศึกษา

15

3

183

40

193

57

2,876

1,277

(จากหนังสือที่ระลึกพิธีเปิดอาคารที่ว่าการอำเภอบึงนาราง)

ข้อมูลด้านการศึกษาของกรมการศึกษานอกโรงเรียน

กลุ่มสนใจ จำนวน 4 กลุ่ม

วิชาชีพระยะสั้น จำนวน 4 กลุ่ม

ที่อ่านหนังสือพิมพ์ประจำหมู่บ้าน จำนวน 13 แห่ง

ห้องสมุดประชาชน จำนวน ยังไม่มี

พัฒนาอาชีพ จำนวน 12 กลุ่ม

ข้อมูลเกี่ยวกับการจัดการศึกษาอื่น ๆ

โรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกรวม 1 แห่ง (โดยใช้ศาลา – การเปรียญวัดบางลาย)

ศูนย์อบรมเด็กก่อนเกณฑ์ในวัด ยังไม่มี

ศูนย์อบรมเด็กก่อนเกณฑ์ตำบลบางลาย 1 แห่ง

ศูนย์อบรมเด็กก่อนเกณฑ์ตำบลแหลมรัง 1 แห่ง

ศูนย์อบรมเด็กก่อนเกณฑ์ตำบลห้วยแก้ว 1 แห่ง

ศูนย์อบรมเด็กก่อนเกณฑ์ตำบลโพธิ์ไทรงาม 1 แห่ง

 ........................................... 

พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของท้องถิ่น

จากสภาพภูมิศาสตร์พื้นที่โดยทั่วไปเป็นที่ราบลุ่ม เดิมเป็นป่าทึบในเขตร้อน ต่อมาสภาพป่าเริ่มเปลี่ยนแปลงเป็นป่าโปร่ง มีไม้ผลัดใบฤดูแล้ง ชาวบ้านเรียกป่าแถบนี้ว่า “ป่าแดง” บางส่วนน้ำท่วมขังในฤดูฝน

พื้นที่ในเขตอำเภอบึงนารางนี้สันนิษฐานว่าน่าจะมีชุมชนโบราณอาศัยอยู่ โดยเฉพาะบริเวณที่ราบลุ่มแถบทุ่งนา ตำบลบางลาย เคยมีชาวบ้านพบขวานหินโบราณ (ชาวบ้านเรียกว่าขวานฟ้า หลายบ้านนำมาแช่ในตุ่มน้ำดื่ม เชื่อว่าทำให้น้ำเย็น) น่าจะเป็นปลาย ๆ ยุคหิน และล่มสลายไปในที่สุด ประวัติศาสตร์ที่พอจะสืบหาหลักฐานได้ น่าจะเริ่มตั้งแต่สมัยสุโขทัยเป็นต้นมา

การตั้งถิ่นฐานของชุมชนปัจจุบัน พอจะแบ่งเป็นกลุ่มตามลักษณะความเป็นอยู่ เอกลักษณ์ และวัฒนธรรมของกลุ่มได้ดังนี้

    1. กลุ่มบางลาย
    2. กลุ่มบึงนาราง
    3. กลุ่มห้วยแก้ว
    4. กลุ่มทั่วไป

กลุ่มบางลาย เป็นกลุ่มชนที่มีมานานแล้ว ในสมัยสุโขทัย ราว พ.ศ. 1820 กรุงสุโขทัยมีอาณาเขตไม่กว้างขวางนัก มีเมืองสำคัญ ๆ ไม่กี่เมือง แต่บรรดาเมืองสำคัญเหล่านั้นมีเมืองพิจิตรรวมอยู่ด้วย ( กรมวิชาการ :2544 ) พิจิตรมีฐานะเป็นหัวเมืองเอก ชื่อว่า “สระหลวง” (แสงรุ้ง ผ่องใส : 2541 ) การติดต่อคมนาคม ส่วนใหญ่จะใช้ทางน้ำเป็นสำคัญโดยเฉพาะแม่น้ำยม ซึ่งไหลผ่านทั้งเมืองสุโขทัยและบางลาย ชุมชนบางลายจึงเป็นทั้งทางผ่านและที่พักของพ่อค้าชาวเรือ ตั้งแต่สมัยสุโขทัย สมัยอยุธยา และสมัยรัตนโกสินทร์ ซึ่งคงจะมีพ่อค้าทางเหนือ คือสุโขทัยและกลุ่มทางใต้คือจากอยุธยา อ่างทอง นนทบุรี และ ชุมชนอื่น ๆ ที่แม่น้ำไหลผ่าน มาตั้งถิ่นฐานที่นี่ ครั้งแรก ๆ อาจจะไป ๆ มา ๆ และพักเป็นบางช่วง และในที่สุดคงเลิกอาชีพค้าขายทางเรือ หันมาปลูกบ้านเรือนอยู่ถาวร ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ทำนา หาปลา ปลูกผัก เพราะสภาพพื้นที่แถบนี้เหมาะสมอย่างยิ่งแกการประกอบอาชีพเกษตรกรรม จากชุมชนเล็ก ๆ ก็ขยายเป็นชุมชนใหญ่ขึ้น ซึ่งมีทั้งกลุ่มชาวไทยและจีน แยกอยู่เป็นกลุ่ม ๆ ตามหมู่พวก ฉะนั้นกลุ่มคนปัจจุบันจึงมีที่มาจากหลายที่ เช่น กลุ่มบ้านบางลายเหนือ ส่วนใหญ่มาจากสุโขทัย กลุ่มบ้านบางลายใต้ มาจากอยุธยา อ่างทอง และกลุ่มชาวจีนส่วนใหญ่มาจากนครสวรรค์เป็นต้น

ส่วนชื่อกลุ่มบ้าน “บางลาย” นั้น สันนิษฐานว่าน่าจะมาจากคำว่า “วังร้าย” ซึ่งหมายถึงบริเวณที่มีแม่น้ำคดเคี้ยวและไหลเชี่ยวในฤดูน้ำหลาก มีอุบัติเหตุจากเรือล่ม แพแตก บ่อยครั้ง เป็นที่เรื่องลือ ต่อมาจาก “วังร้าย” ก็เพี้ยนเป็น “วังราย” และ “บางลาย” ในที่สุด

กลุ่มบึงนาราง โดยส่วนใหญ่อพยพมาจาก อยุธยา อุทัยธานี นครสวรรค์ ในช่วงราวสมัยอยุธยาตอนปลาย หรือสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น บางกลุ่มขึ้นจากเรือ แล้วอยู่ในชุมชนบางลายระยะหนึ่ง แล้วอพยพต่อขึ้นมาตั้งถิ่นฐานอยู่ในบริเวณบึงน้ำขนาดใหญ่ เพื่ออาศัยน้ำอุปโภคบริโภค ซึ่งก็คือบึงนารางในปัจจุบัน บึงนารางเป็นบึงน้ำขนาดใหญ่ มีน้ำตลอดทั้งปี จึงเหมาะกับการประกอบอาชีพเกษตรกรรม คือ ทำนา ทำไร่ และหาของป่าขาย จากชุมชนเล็ก ๆ ก็กลายเป็นชุมชนใหญ่ขึ้น มีเอกลักษณ์และแบบแผนในการดำเนินชีวิตและวัฒนธรรมบางอย่างแตกต่างจากกลุ่มอื่น ๆ เช่น รักพวกพ้อง มีความสามัคคี เชื่อฟัง นับถือผู้นำมากกว่ากลุ่มอื่น ๆ

กลุ่มห้วยแก้ว เริ่มอพยพเข้ามาอยู่ราวปี พ.ศ. 2480 ส่วนใหญ่มาจากจังหวัดอุบลราชธานี (และบางส่วนในจังหวัดยโสธรปัจจุบัน) และต่อมามีจังหวัดอื่น ๆ ในภาคอีสานเริ่มจากครอบครัวเดียว แล้วพี่น้องเพื่อนฝูงอพยพติดตามมา จนกลายเป็นชุมชนขนาดใหญ่ โดยตั้งถิ่นฐานบริเวณชายคลองห้วยแก้วปัจจุบัน เดิมเรียกบริเวณนี้ว่า “ทุ่งสามบาท” บ้าง “หนองวัวกระทิง” บ้าง ต่อมาก็เปลี่ยนเป็นชื่อ “ห้วยแก้ว” ตามชื่อพันธุ์ไม้คือ ต้นแก้ว ซึ่งขึ้นอยู่บริเวณชายคลองนี้เป็นจำนวนมาก ชาวห้วยแก้วอพยพมาประกอบอาชีพเกษตรกรรม คือ ทำนา ทำไร่ หาของป่าขาย เป็นชุมชนที่ค่อนข้างใหม่แต่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว จนเป็นชุมชนใหญ่ มีวัฒนธรรมขนบประเพณีเป็นของตัวเอง ต่างจากชุมชนอื่น ซึ่งเป็นวัฒนธรรมประเพณีของชาวอีสานโดยแท้ โดยเฉพาะงานบุญ ต่าง ๆ เช่น เดือนอ้าย งานบุญข้าวจี่ เดือนยี่งานบุญข้าวหลาม เดือนสามสู่ขวัญข้าว เดือนสี่เทศน์มหาชาติ (บุญพระเวส) เดือนห้าบุญสงกรานต์ เดือนหกบุญบั้งไฟ เดือนเจ็ดบุญกลางบ้าน เดือนแปดบุญเข้าพรรษา เดือนเก้าบุญประดับข้าวบิน เดือนสิบบุญสารท เดือนสิบเอ็ดบุญออกพรรษา เดือนสิบสองบุญลอยกระทง เป็นต้น

กลุ่มทั่วไป แบ่งเป็นกลุ่มใหญ่ ๆ ได้ 2 กลุ่ม คือ

กลุ่มเก่า เป็นชุมชนที่เกิดจากการขยายตัวของกลุ่มบึงนาราง บางลาย ท้ายน้ำ (ตำบลท้ายน้ำ อำเภอโพทะเล) ห้วยแก้ว ได้ขยายตัวออกมาเพื่อจับจองที่เกษตรกรรม เพราะที่เดิมคับแคบไม่เพียงพอต่อจำนวนสมาชิกที่เพิ่มขึ้นแต่ละครอบครัว ครั้งแรก ๆ ก็คงมาอยู่เฉพาะช่วงฤดู ปักดำในฤดูฝน หรือ ฤดูเก็บเกี่ยว พอหมดงานแล้วก็กลับบ้านเดิม ต่อมาเมื่อมีเพื่อนบ้านอพยพมาอยู่มากขึ้น เป็นชุมชนใหญ่ มีการสร้างบ้านเรือนอย่างถาวรแทนกระท่อม หรือห้างนา จึงกลายเป็นชุมชนที่เริ่มพัฒนาตนเองแยกจากหมู่บ้านเดิมและนำไปสู่การสร้างวัด โรงเรียน หมู่บ้าน ตำบลในที่สุด

กลุ่มใหม่ เป็นกลุ่มที่อพยพมาจากที่อื่น ประมาณหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา โดยอพยพมาจากหลายพื้นที่ เช่น กำแพงเพชร นครสวรรค์ อุทัยธานี ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง โดยมาจับจองพื้นที่ทำกิน ซึ่งทางราชการได้ออกหนังสือสำคัญ (ส.ค.1) ในปี พ.ศ. 2498 และยกเลิกเขตป่าสงวนแห่งชาติ (ป่าเตรียมการ) ในปี พ.ศ. 2501 ซึ่งเป็นช่วงที่มีการอพยพของประชากรมาอยู่มากที่สุดและในช่วง พ.ศ. 2518 – 2519 พื้นที่บริเวณนี้ได้ประกาศเป็นเขตปฏิรูปที่ดิน เพื่อการเกษตรกรรม ได้ทีการอพยพมาบ้างโดยเฉพาะจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หมู่บ้านที่อยู่ในกลุ่มทั่วไปประกอบด้วย บ้านห้วงปลาไหล หนองในดง คลองข่อย ทุ่งพรหมทอง บึงทับจั่น หนองแขม แหลมรัง โป่งวัวแดง วังพร้าว ทุ่งทอง บึงลี และโพธิ์ไทรงาม เป็นต้น

มรดกทางธรรมชาติ

บึงนาราง ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของที่ทำการองค์การบริหารส่วนตำบลบึงนาราง อยู่ทางตะวันตกของหมู่บ้านบึงนาราง มีพื้นที่ 513 ไร่ ติดถนนสายบางลาย – ตะพานหิน มีนกเป็ดน้ำอพยพมาอาศัยอยู่ในช่วงฤดูหนาว เหมาะแก่การศึกษาธรรมชาติ และเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ

บึงคูณ อยู่หลังที่ว่าการอำเภอบึงนาราง ตำบลห้วยแก้ว มีเนื้อที่ประมาณ 700 กว่าไร่ เป็นแหล่งขยายพันธ์ปลา ตามธรรมชาติ และมีนกเป็ดน้ำมาอาศัยอยู่ในช่วงฤดูหนาว เหมาะแก่การศึกษาธรรมชาติ ดูนก และเป็นแหล่งท่องเที่ยว

บึงทับจั่น อยู่บ้านบึงทับจั่น ติดกับ ถนนบึงนาราง – โป่งวัวแดง เป็นแหล่ง เป็นแหล่งเก็บกักน้ำตามธรรมชาติ

มรดกทางวัฒนธรรม

วัดบึงนาราง เดิมชื่อ “วัดป่าเลไลย์” สันนิษฐานว่าสร้างตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 แห่ราชวงศ์จักรี ได้รับอนุญาตจากทางราชการ ในราว พ.ศ. 2362 และได้ประกาศเป็นสำนักสงฆ์ขึ้นทะเบียนจากกรมการศาสนา กระทรวงศึกษาธิการ เมื่อ พ.ศ. 2372 โดยได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2376 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาครั้งที่ 2 เมื่อ วันที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2525 ในรัชกาลปัจจุบัน

ปัจจุบัน วัดบึงนารางตั้งอยู่หมู่ที่ 2 บ้านบึงนาราง ตำบลบึงนาราง อำเภอบึงนาราง จังหวัดพิจิตร มีเจ้าอาวาสปกครองวัดนับถึงปัจจุบันมี 9 รูป ซึ่งเจ้าอาวาสรูปปัจจุบัน คือ พระครูพิศาลจริยคุณ (สุรินทร์ เขมภูสิโต)

หลวงพ่อสุโข เป็นพระพุทธรูป โลหะสมัยสุโขทัย หล่อด้วยสัมฤทธิ์ปางมารวิชัย นั่งขัดสมาธิเพชร พระหัตถ์ซ้ายขวาวางคว่ำ ขนาดหน้าตักกว้าง 1 ศอก 13 นิ้ว สูง 1 ศอก 22 นิ้ว สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในราว พ.ศ. 1840 ปัจจุบันประดิษฐานอยู่ในพระอุโบสถ (หลังใหม่) ของวัดบึงนาราง ตำบลบึงนาราง จังหวัดพิจิตร หลวงพ่อสุโข เป็นพระพุทธรูปที่ประชาชนบึงนารางและหมู่บ้านใกล้เคียงให้ความเคารพ สักการะเป็นอย่างสูง เชื่อว่าเป็นพระพุทธรูปสักสิทธิ์ พุทธานุภาพของหลวงพ่อสามารถคุ้มครองป้องกันภัยพิบัติต่าง ๆ ได้ และสามารถดลบันบาลในสิ่งที่อธิฐานขอได้ตามปรารถนา มีเหตุการณ์สำคัญเกิดกับพระพุทธรูปองค์นี้ คือ เมื่อวันที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2538 เวลา 20.30 – 03.30 น. ได้มีผู้ร้ายเข้ามาโจรกรรมภายในพระอุโบสถ ลักพระพุทธรูปไป ยังความโศกเศร้าเสียใจแก่ประชาชนที่ทราบข่าวเป็นอย่างมาก พระครูพิศาลจริยคุณ เจ้าอาวาสวัด ได้ขอความอนุเคราะห์จากพลตรีสนั่น ขจรประศาสน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพิจิตร และดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้ช่วยดำเนินการติดตามให้ด้วย และในวันที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2538 ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ ก็สามารถติดตามหลวงพ่อสุโข กลับมาได้ ซึ่งสร้างความปีติยินดีให้แก่ประชาชนบึงนารางและหมู่บ้านใกล้เคียงเป็นอย่างยิ่ง

ภาษาและวรรณกรรม

ภาษาและวรรณกรรมเป็นองค์ประกอบสำคัญในการดำรงวัฒนธรรมของชาติ ภาษาเป็นสื่อในการสื่อสารของบุคคลชี้ให้เห็นถึงวิวัฒนาการอันยิ่งใหญ่ของแต่ละชาติ ประเทศไทยมีภาษาไทยเป็นของตนเองนับว่าเป็นสิ่งควรภาคภูมิใจและส่งเสริม พัฒนาให้มีการใช้ภาษาในการสื่อสารทั้งด้านการพูด การอ่าน รวมทั้งการเขียนอย่างถูกต้องและดีงาม ส่วนวรรณกรรมนั้นอาจกล่าวได้ว่าเป็นพัฒนาการขั้นสูงของการใช้ภาษาให้เกิดข้อความและเรื่องราวที่แสดงเอกลักษณ์ของคนแต่ละชาติ ประเทศไทยเราเป็นประเทศหนึ่งที่มีวรรณกรรมในด้านต่าง ๆ มากมาย ทั้งนี้เนื่องมาจาก ภูมิปัญญาของบรรพชนไทย จึงสมควรเป็นอย่างยิ่งที่เราชาวไทยจะช่วยกันศึกษาและอนุรักษ์วรรณกรรมไทยของเราให้คงอยู่คู่แผ่นดินไทยต่อไป

สำหรับอำเภอบึงนารางถึงแม้จะเป็นอำเภอใหม่ แต่มีชุมชนตั้งรกรากถิ่นฐานในเขตอำเภอ บึงนารางอยู่มาหลายชั่วคนแล้ว จึงมีพัฒนาการทางด้านภาษาและวรรณกรรมที่น่าสนใจซึ่งจะได้กล่าวตามลำดับต่อไปนี้

ภาษา

โดยทั่วไปประชาชนในเขตอำเภอบึงนารางใช้ภาษาไทยในการสื่อสารทั้งด้านภาษาพูด ภาษาเขียน และตัวเลข แต่สำหรับกลุ่มประชาชนที่อพยพมาตั้งถิ่นฐานภายหลังซึ่งส่วนใหญ่อพยพมาจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือนั้นยังคงใช้ภาษาไทยอีสาน ในการพูดสื่อสารกัน กลุ่มชน ดังกล่าวจะตั้งถิ่นฐานอยู่ที่หมู่บ้านโพธิ์ไทรงาม ตำบลโพธิ์ไทรงาม หมู่บ้านห้วยแก้ว ตำบลห้วยแก้ว และหมู่บ้านบ้านใหม่สามัคคี บ้านใหม่สุขเกษม บ้านทุ่งฟัก และบางส่วนในหมู่บ้านแหลมรัง ตำบลแหลมรังเป็นต้น

สำเนียงท้องถิ่น

เป็นที่น่าสังเกตว่าแม้ประชาชนในเขตอำเภอบึงนารางส่วนใหญ่จะใช้ภาษาไทยในการพูด และเขียน แต่ในการพูดนั้นมีคำและเสียงบางเสียงที่ต่างไปจากภาษาไทยโดยทั่วไปยกตัวอย่าง เช่น คำว่า “โหม่” ใช้แทนคำว่า “โผล่” คำว่า “แจ้ง” ใช้แทนคำว่า “สว่าง, รุ่งเช้า” คำว่า “เอี่ยม” ใช้แทนคำว่า “สะอาด” คำว่า “แหงะ” หมายถึง “ให้หันมาดู” นอกจากนี้การออกเสียงคำปกติของชาวบึงนารางดั้งเดิมมักออกเสียงเพี้ยนไปจากคำปกติ เช่น “ขั่น” หมายถึง ขัน “ส่อง” เท่ากับ “สอง” เป็นต้น ยกตัวอย่างเช่น “ให้ประชาชนเอาไม้มา 1 แผ่นใส่กบมาด้วย” ผู้ที่ไม่คุ้นกับสำเนียงการพูดของชาวบึงนารางอาจไม่เข้าใจ ความจริงประโยคนี้หมายถึง “ให้ประชาชนเอาไม้มา 1 แผ่นไสกบมาด้วย”

จารึก ยังไม่ปรากฏว่ามีจารึกใดในเขตอำเภอบึงนาราง

ตำนาน ตำนานต่าง ๆ ที่คนเก่าคนแก่มักเล่าสู่ลูกหลานของชาวบึงนาราง พอจะสรุปเรื่องสำคัญ ๆ คือ

ตำนานของหลวงพ่อเงินกับวัดทุ่งศาลาหลวงพ่อเงิน ซึ่งตั้งอยู่ในเขตตำบลบางลาย ชาวบ้านในเขตตำบลบึงนารางและตำบลบางลาย ในอำเภอบึงนารางได้เล่าต่อ ๆ กันมาว่าหลวงพ่อเงินซึ่งเดิมท่านอยู่ที่วัดท้ายน้ำ และท่านได้เดินทางผ่านจากท้ายน้ำมาที่บางลายและบึงนารางบ่อย ๆ ตามกิจนิมนต์ ท่านจึงได้สร้างศาลาขึ้น 1 หลัง พร้อมทั้งขุดสระน้ำเล็ก ๆ ไว้ข้างศาลาเพื่อใช้พักผ่อนระหว่างการเดินทาง ในภายหลังประชาชนจึงร่วมใจกันตั้งวัดขึ้นตรงบริเวณที่เคยเป็นศาลาเก่าของหลวงพ่อเงิน ปัจจุบัน คือ วัดทุ่งศาลา ตั้งอยู่ในเขตตำบลบางลาย ติดถนนสายบางลาย - บึงนาราง

2. ตำนานเรื่องหลวงแสนเชือกคชสิทธิ์ หลวงแสนเชือกคชสิทธิ์เดิมเป็นชาวอยุธยา รับราชการอยู่ในกรมช้างสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชการที่ 5 ท่านยกครอบครัวมาตั้งหลักแหล่งที่บ้านบึงนารางเพื่อจับช้างส่งไปยังเมืองหลวง หลวงแสนเชือกคชสิทธิ์นั้น ผู้คนเล่าลือกันว่าเป็นผู้มีคาถาอาคมขลัง มีความสามารถในการจับช้าง ยิ่งในโอกาสที่พระเจ้าชาร์ แห่งรัสเซีย ได้เข้ามาชมพิธีคล้องช้างที่เพนียดในสมัย รัชการที่ 5 หลวงแสนเชือกคชสิทธิ์ได้ร่วมการคล้องช้างถวายต่อหน้าพระที่นั่งด้วย เล่าสืบกันต่อมาว่า ท่านเป็นผู้โยนบ่วงคล้องช้างเป็นคนสุดท้ายแต่ปรากฏว่าเชือกของท่านไปอยู่ชั้นในสุด ท่านจึงได้รับพระราชทินนามว่า หลวงแสนเชือกคชสิทธิ์ตั้งแต่นั้นมา

ตำนานการก่อตั้งบ้านบึงนาราง มีการสันนิษฐานว่า ประชาชนได้อพยพมาจากจังหวัดอุทัยธานี มาเห็นแหล่งน้ำที่บึงนารางว่า เหมาะแก่การประกอบอาชีพเกษตร จึงได้ตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนขึ้น มีการปกครองตนเอง จนยกฐานะหัวหน้าบ้านเป็น ขุนศรี นายหล่อ สิงหะคเชนทร์ (อายุ 84 ปี / 2541) ซึ่งเป็นลูกหลานของหลวงแสนเชือกคชสิทธิ์ ได้เล่าให้ฟังว่า เมื่อหลวงแสนเชือกนำครอบครัวอพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานที่บ้านบึงนาราง ปรากฏว่ามีกลุ่มชนตั้งบ้านเรือนอยู่ก่อนแล้วจึงนับว่าบ้านบึงนารางมีมานานมากแล้ว และจากการบอกเล่าของนายหล่อ สิงหะคเชนทร์ ทำให้ทราบว่าเดิมพื้นที่เขตบ้านบึงนารางอุดมไปด้วยไม้มีค่า และสัตว์ป่ามากมายเช่น ช้าง เสือ กวางและสุนัขป่า เป็นต้น ต่อมาในภายหลังก็มีผู้คนอพยพจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รวมทั้งจังหวัดใกล้เคียง เข้ามาตั้งถิ่นฐานในเขตบึงนารางอีกมากมายจนถึงปัจจุบัน

ตำราต่าง ๆ ในเขตอำเภอบึงนาราง ตำราที่น่าสนใจและเป็นประโยชน์ต่อชนรุ่นหลัง คือ

1. ตำราสมุนไพรไทยของนายหล่อ สิงหะคเชนทร์ ซึ่งได้รับสืบทอดจากบรรพบุรุษ คือ นายแห้ว สิงหะคเชนทร์ และคัดลอกขึ้นใหม่ ประกอบด้วย ตำรายารักษาโรคที่มีคุณภาพดีหลายขนานเป็นต้นว่า ยารักษาโรคริดสีดวงทวาร ยาเลือด ยาลม ยารักษาไข้ไทฟอยด์และบิด ยารักษาโรคปะดง และยากวาดคอ เป็นต้น ปัจจุบัน นายหล่อ สิงหะคเชนทร์ (อายุ 84 ปี ,2541) ได้เป็นผู้เก็บรักษาไว้

2. ตำรายาสมุนไพรไทยของนายเจิม ทับทอง (อายุ 82 ปี) เป็นตำรายาโบราณ ปัจจุบัน นายเจิม ทับทอง ซึ่งมีบ้านอยู่ที่หมู่ 3 ตำบลบางลาย เป็นผู้เก็บรักษาไว้

3. ตำรายาสมุนไพรไทย ของนายฟ้อน พรหมอยู่ (อายุ 70 ปี) เป็นตำรายาโบราณ ปัจจุบัน นายฟ้อน พรหมอยู่ ซึ่งอยู่ที่หมู่ 3 ตำบลบางลาย เป็นผู้เก็บรักษาไว้

4. ตำราประวัติหลวงพ่อสุโข ซึ่งเป็นพระพุทธรูปปางสมาธิสมัยสุโขทัย มีพุทธลักษณะที่งดงามมาก ในปัจจุบันเป็นพระประธานประดิษฐานอยู่ในพระอุโบสถ์ของวัดบึงนาราง เคยถูกโจรกรรมไปครั้งหนึ่ง แต่สามารถติดตามเอากลับมาได้ ประวัติของหลวงพ่อสุโขนั้น ปัจจุบันเก็บรักษาไว้ที่วัดบึงนาราง

วรรณกรรมพื้นบ้าน

วรรณกรรมพื้นบ้านของอำเภอบึงนารางได้จากการฟัง การเล่าต่อ ๆ กันมาไม่ปรากฏมีผู้ใดบันทึกไว้ มีเรื่องราวต่าง ๆ ดังนี้

ชื่อบ้านนามเมือง ในการจัดตั้งหมู่บ้านต่าง ๆ ล้วนมีที่มาของชื่อเล่านั้นจึงควรบันทึกไว้เพื่อให้ลูกหลานรุ่นหลังได้รับทราบดังนี้

หมู่บ้านในเขตตำบลบึงนาราง

บ้านบึงนาราง ได้ชื่อว่าบ้านบึงนาราง เพราะมีลำคลองจากโปร่งวัวแดง มาลงที่บึงนาราง

บ้านห้วงปลาไหล เป็นหมู่บ้านที่มีปลาชุกชุมมากเมื่อถึงฤดูน้ำหลาก จะมีปลาจำนวน มากมายในคลอง จึงเรียกบ้านห้วงปลาไหล

บ้านหนองแขม ได้ชื่อว่าบ้านหนองแขมเนื่องจากในบริเวณที่ตั้งหมู่บ้านมีหนองน้ำและมีต้นแขมขึ้นอยู่รอบ ๆ หนองน้ำเป็นจำนวนมาก เมื่อตั้งหมู่บ้านจึงเรียก หมู่บ้านหนองแขม

บ้านหนองบัว ได้ชื่อว่าบ้านหนองบัว เนื่องจากบริเวณหมู่บ้านมีหนองเล็ก ซึ่งมีบัวขึ้นอยู่มากมาย เมื่อตั้งเป็นหมู่บ้านจึงตั้งชื่อว่า บ้านหนองบัว

บ้านหนองบอน ได้ชื่อว่าบ้านหนองบอน เพราะในบริเวณที่ตั้งหมู่บ้านมีหนองน้ำซึ่งเต็มไปด้วยต้นบอน เมื่อเรียกชื่อหมู่บ้านจึงเรียกชื่อว่า บ้านหนองบอน

บ้านหนองครก ได้ชื่อว่าบ้านหนองครก เพราะมีหนองน้ำขนาดเล็กในหมู่บ้าน มีลักษณะเป็นหลุมลึกคล้ายครกตำข้าวของชาวบ้าน จึงเรียกชื่อหมู่บ้านว่า บ้านหนองครก

บ้านทุ่งศาลา ได้ชื่อว่าบ้านทุ่งศาลา เพราะในพื้นที่ตั้งหมู่บ้านนั้นมีศาลาที่หลวงพ่อเงินเป็นผู้สร้างสำหรับพักร้อน ระหว่าเดินทางไปรับกิจนิมนต์ในท้องที่บึงนาราง จึงเรียกชื่อหมู่บ้านว่า บ้านทุ่งศาลา

บ้านไร่ (บ้านสระมะพลับ) ได้ชื่อว่าบ้านไร่ เนื่องจากประชาชนจากจังหวัดกำแพงเพชร ที่อพยพมาอยู่ได้บุกรุกถางพงเพื่อทำไร่ จึงเรียกชื่อหมู่บ้านว่า บ้านไร่

บ้านบึงเต่า ได้ชื่อว่าบ้านบึงเต่าเพราะบริเวณที่ตั้งหมู่บ้านมีบึงน้ำขนาดใหญ่ มีเต่าชุกชุม เมื่อตั้งชื่อหมู่บ้านจึงได้ชื่อว่า บ้านบึงเต่า

ตำบลห้วยแก้ว

บ้านห้วยแก้ว เดิมเรียกบริเวณนี้ว่า “ทุ่งสามบาท” บ้าง “หนองวัวกระทิง” บ้าง ต่อมาก็เปลี่ยนเป็นชื่อ “ห้วยแก้ว” ตามชื่อพันธุ์ไม้คือ ต้นแก้ว ซึ่งขึ้นอยู่บริเวณชายคลองนี้เป็นจำนวนมาก

บ้านบึงปลิง ในท้องที่หมู่บ้านนี้แต่เดิมมีโขลงช้างอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก และช้างเหล่านั้นได้ลงไปเล่นในบึงน้ำ เมื่อช้างเดินกลับขึ้นมาพบว่ามีปลิงเกาะตามตัวช้างขึ้นมาเป็นจำนวนมาก ชาวบ้านจึงตั้งชื่อหมู่บ้านว่า “บึงปลิง”

บ้านทุ่งทอง แต่เดิมบ้านทุ่งทองเป็นป่าทึบ มีสัตว์ป่า เช่น เสือและช้างป่า อาศัยอยู่มากมาย ผู้คนกลุ่มแรกที่อพยพมา คือ นายคำ นายทอง ตุมา และนายทอง คงสิบ ได้หักร้างถางป่าให้เป็นที่สำหรับทำนา เดิมทีหมู่บ้านนี้เรียกว่าหมู่บ้านทุ่งพอง เมื่อมีผู้คนเข้ามาอาศัยได้ทำนากันมากขึ้น เมื่อข้าวแก่จัดก็มองเห็นเป็นทุ่งนาสีเหลืองอร่ามเหมือนสีทอง สำหรับผู้คนที่เข้ามาอาศัยในหมู่บ้านส่วนใหญ่เป็นคนอารมณ์ร้าย ใจร้อน มีการทำร้ายกันเสียชีวิตเนือง ๆ ชาวบ้านจึงคิดว่าน่าจะมีอาถรรพ์จากคำว่าทุ่งพอง ผู้ใหญ่บ้านจึงคิดว่าน่าจะเปลี่ยนชื่อหมู่บ้านจากทุ่งพอง เป็นทุ่งทองเพื่อความเป็นศิริมงคล นับแต่นั้นเป็นต้นมา ก็มีการทำบุญกลางบ้านทุกปี โดยจะนำสายสิญจน์มาขึงรอบหมู่บ้าน และห้ามนำสายสิญจน์ออกจนกว่าจะมีการทำบุญในปีถัดไป

ตำบลแหลมรัง

บ้านแหลมรัง ในอดีตได้มีการทำการบุกเบิกถางป่า เพื่อสร้างที่อยู่อาศัย ในเวลากลางคืน ชาวบ้านจะขุดบ่อน้ำ ส่วนกลางวันจะถางและเผาป่าไผ่ซึ่งมีขึ้นอยู่มากมาย จะเหลือไม้เนื้อแข็งยืนต้นอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งส่วนใหญ่ก็คือ ต้นรัง ต่อมามีชาวบ้านอพยพเข้ามาอยู่กันมากขึ้น ได้มีการนำ ต้นรัง มาสร้างอาคารไม้ชั่วคราวของโรงเรียน และในบริเวณหมู่บ้านนี้นับว่ามีต้นรังขึ้นอยู่มากมาย นายกอง กรพรหม (ปัจจุบันเป็นพระภิกษุอยู่ที่วัดห้วงศรัทธาราม) จึงได้ตั้งชื่อว่าหมู่บ้านแหลมรัง

บ้านโป่งวัวแดง ในเขตหมู่บ้านนี้เดิมมีดินโป่งซึ่งมีฝูงวัวแดงมากินดินโป่งกันเป็นจำนวนมาก เมื่อมีการตั้งเป็นหมู่บ้านจึงเรียกว่า บ้านโป่งวัวแดง

บ้านเนินบ้าน (ทุ่งกุด, เนินสมบูรณ์, ทุ่งโคราช) หมู่บ้านนี้แต่ก่อนไม่มีคนมาอยู่เพราะเป็นป่า มีสัตว์ป่ามากมาย จึงไม่มีผู้คนอาศัยอยู่ ต่อมาพรานบุญได้อพยพครอบครัวมาอยู่สัตว์ป่าจึงหมดไป ปัจจุบันพรานบุญเสียชีวิตไปแล้ว ยังคงอยู่แต่ภรรยาและลูกในบริเวณหมู่บ้านนี้ เป็นป่า ทุ่งและเนิน ชาวบ้านเรียกกันว่าทุ่งกุด ต่อมาผู้คนอพยพเข้ามามากขึ้น มีการทำมาหากิน ข้าวปลาอาหารบริบูรณ์ หลวงปู่พิมพาซึ่งอยู่ ณ วัดหนองตางู (เขตติดต่ออำเภอบรรพตพิสัย จังหวัดนครสวรรค์ ปัจจุบันมรณภาพแล้ว) ได้เปลี่ยนชื่อหมู่บ้าน เป็น “บ้านเนินสมบูรณ์” ต่อมามีผู้คนผ่านมาเห็นว่าท้องถิ่นนี้เป็นเนินและมีบ้านเต็มไปหมด เลยเรียกกันว่า เป็นเนินบ้าน แต่ชาวบ้านบางส่วนเรียกบ้าน ทุ่งโคราช

บ้านใหม่สุขเกษม บ้านใหม่สุขเกษมเดิมรวมอยู่กับบ้านใหม่สามัคคี ต่อมาแยกมาอยู่ในบริเวณที่ตั้งหมู่บ้านปัจจุบัน ในปี 2526 ชาวบ้านเห็นว่าการอยู่ร่วมกันอย่างสุขสงบและมีความสามัคคีกันดีจึงได้ตั้งชื่อหมู่บ้านว่า “บ้านใหม่สุขเกษม” ประชาชนในหมู่บ้านนี้ส่วนใหญ่อพยพจากอำเภอน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น โดยการนำของ นายเอก สีกวดแก้ว พร้อมกับเพื่อนบ้าน จำนวน 12 ครัวเรือน

บ้านหนองหมี ในสมัยก่อนนั้นบ้านหนองหมีเป็นป่าดงดิบมีคนย้ายมาตั้งถิ่นฐานกันอยู่เพียงกลุ่มเล็ก ๆ และยังไม่มีวัด ชาวบ้านจึงช่วยกันสร้างวัดขึ้นมาโดยได้นำหลวงพ่อรอดมาประดิษฐานไว้ที่วัด ต่อมาชาวบ้านได้พบรอยเท้าหมีมากินน้ำในหนองน้ำ จึงได้ตั้งชื่อหมู่บ้านว่า “บ้านหนองหมี”

บ้านเนินสำราญ เดิมชื่อว่าบ้านหนองปรือ เพราะเคยมีต้นปรืออยู่มากมาย ต่อมาเปลี่ยนเป็นชื่อบ้านเนินสำราญ เพราะมีชาวบ้านเลิกจาการทำงานในนา ในไร่ แล้วจะมารวมกันเล่นกีฬาอย่างสนุกสนาน ผู้ที่มาร่วมกันคิดเปลี่ยนชื่อหมู่บ้านก็คือ นายเหลือ ดีสารขันธ์ นายไสว แถววิจิตร นายถนัด อินมะหะ นายชื้น เกตุเป้า และนายปั่น กาสี

บ้านแหลมทอง ประวัติความเป็นมาของบ้านแหลมทองหมู่ที่ 12 ตำบลแหลมรัง เดิมที ชื่อบ้านแหลมรังหมู่ที่ 1 หลังจากมีการแยกหมู่บ้านใหม่ ชาวบ้านให้ตั้งชื่อหมู่บ้านนี้ว่า “บ้านแหลมทอง” เพราะเมื่อประมาณ 20 กว่าปีที่แล้ว บ้านแหลมทองเป็นหมู่บ้านกันดาร เป็นบ้านป่า ชาวบ้านส่วนใหญ่ประกอบอาชีพการเกษตรมาโดยตลอดต่อมามีหน่วยราชการ คือ สำนักงานปฏิรูปที่ดิน (สปก.) เข้ามาจัดสรรที่ทำกินและที่อยู่อาศัยให้กับประชาชนทำให้ดีขึ้นมีสถาบันการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ถึงมัธยมศึกษาตอนปลาย และมีสถานีอนามัยคอยให้การรักษาแก่ประชาชนบุตรหลานมีการศึกษาดีขึ้น ชาวบ้านจึงถือว่าเป็นเมืองทองของหมู่บ้านในระดับตำยล ด้วยเหตุนี้เองชาวบ้านจึงให้มู่บ้านนี้ชื่อว่า “บ้านแหลมทอง”

บ้านบึงทับจั่น ในท้องที่ของหมู่บ้านนี้จะมีบึงใหญ่อยู่และบริเวณรอบ ๆ บึงเต็มไปด้วยป่าไม้เบญจพรรณ มากมาย ซึ่งมีจักจั่นอยู่เป็นจำนวนมาก เมื่อตั้งเป็นหมู่บ้านจึงเรียกชื่อว่า “บ้านบึงทับจั่น”

บ้านหนองจิกสี เดิมเรียกว่าหนองจักสี เนื่องจากชาวบึงนารางได้มาตัดไม้ไผ่ซึ่งมีอยู่มากมายในแถบนี้ เมื่อจักตอกแล้วนำไปสานเป็นสีที่ใช้สีข้าว จึงเรียกหมู่บ้านนี้ว่า หนองจักสี ต่อมาเรียกเพี้ยนเป็นบ้านหนองจิกสีในปัจจุบัน

ตำบลบางลาย

บ้านบางลาย ตั้งชื่อตามลักษณะของแม่น้ำ เดิมเรียกว่า วังร้าย เนื่องจากมีวังน้ำวนขนาดใหญ่ ที่มีจรเข้ชุกชุม มักเกิดอุบัติเหตุเรือล่มบ่อย ๆ ต่อมาได้เปลี่ยนจากวังร้าย มาเป็นบางลาย

บ้านหนองในดง ตั้งชื่อตามลักษณะที่มีหนองน้ำใหญ่อยู่ 2 แห่ง ในบริเวณที่มีป่าล้อมอยู่หนาทึบ

บ้านทุ่งพรหมทอง เดิมชื่อมาบประกำทองเนื่องจากมีต้นทองกวาวขึ้นอยู่มากมายและมีเส้นทางเดินของน้ำในฤดูน้ำหลาก เป็นลำน้ำผ่านซึ่งชาวบ้านเรียกว่า “มาบ” และเนื่องจากการเดินทางไปมาเป็นไปด้วยความยากลำบาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฤดูน้ำหลาก ชาวบ้านต่างพูดกันว่า เดินทางกันอย่างระกำลำบาก จึงเรียกบริเวณนี้ว่า “มาประกำทอง” คำว่า “ประกำ” เพี้ยนมาจากคำว่า “ระกำ” ต่อมา นายแสวง พรหมอยู่ ซึ่งเป็นอาจารย์ใหญ่คนแรกของโรงเรียนบ้านทุ่งพรหมทอง ได้เปลี่ยนชื่อหมู่บ้านเป็น “ทุ่งพรหมทอง” โดยใช้นามสกุลของท่านเป็นส่วนหนึ่งของชื่อหมู่บ้าน

บ้านคลองข่อย ในหมู่บ้านนี้มีคลองที่มีต้นข่อยขึ้นอยู่มาก จึงเรียกชื่อหมู่บ้านว่า บ้านคลองข่อย

บ้านยางแขวนฆ้อง ในท้องที่ของหมู่บ้านนี้มีต้นยางขนาดใหญ่ ขึ้นอยู่เป็นจำนวนมาก ชาวบ้านเล่ากันต่อ ๆ มาว่า ในเวลากลางคืนจะได้ยินเสียงฆ้องดังขึ้นจากต้นยางต้นสูง ๆ จึงเรียกชื่อหมู่บ้านนี้ว่าบ้านยางแขวนฆ้อง

บ้านประดาทอง ในเขตหมู่บ้านนี้มีต้นทองกวาวขึ้นอยู่มากมายและมีแหล่งน้ำเป็นจำนวนมากทั้งแม่น้ำยมและหนองน้ำต่าง ๆ มีผึ้งที่ชาวบ้านเรียกว่า “ผึ้งประดา” เกาะทำรังอยู่ตามต้นทองกวาว จึงเรียกบริเวณนี้ว่า “ประดาทอง”

นิทานพื้นบ้าน

เรื่องว่าตลกขบขันสู่กันฟังในหมู่ชาวบ้านซึ่งเล่าต่อ ๆ กันมา ดังนี้

เรื่องตีนเบอ ๆ คะเย่อกอไผ่

เรื่องเล่ากันว่า เมื่อก่อนชาวบ้านเที่ยวเดินทางไปตามป่าได้คิดปริศนาคำทายกันขึ้น คนหนึ่งถามว่า “อะไรเอ่ยตีนเบอ ๆ คะเย่อกอไผ่” เมื่อถามแล้วไม่มีใครตอบได้ก็เดินกันไปเรื่อย ๆ พักใหญ่ ๆ ต่างคนต่างเงียบ ๆ อยู่ ๆ ก็มีคนหนึ่งตะโกนขึ้นว่า “ช้าง” คนที่ตะโกนว่า “ช้าง” ทำให้ทุกคนตกใจกันคิดว่าช้างป่ามา พากันวิ่งเตลิดเปิดเปิง พอวิ่งมาได้พักหนึ่งไม่เห็นมีช้างตามมาจึงถามกันว่า “ไหนละช้าง” คนที่ตะโกนว่า “ช้าง” ก็ตอบทั้งที่หอบอยู่ว่า “ไม่ใช่ช้าง ฉันตอบคำทายตีนเบอ ๆ คะเย่อกอไผ่เท่านั้นเอง”

เรื่องน้ำหน้าบ่มี

เมื่อมีกลุ่มชนภาคตะวันออกเฉียงเหนืออพยพเข้ามาตั้งหลักฐานในเขตหมู่บ้านบึงนาราง วันหนึ่งกลุ่มชาวอีสานและคนพื้นบ้านได้เดินป่าด้วยกันต่างตัดกระบอกใส่น้ำเพื่อนำน้ำไปดื่มกลางทางเมื่อเดินมาด้วยกัน ชาวอีสานได้พูดลอย ๆ ขึ้นว่า "“หน้าบ่มี"” คนไทยที่เดินมาด้วยกันต่างพากันเทน้ำทิ้งหมดเพราะน้ำที่ขนมาทำให้หนักและเดินช้า และคิดว่ามีบ่อน้ำข้างหน้าจึงไม่ต้องเอาน้ำติดตัวไปด้วย เมื่อเดินไปถึงที่หมาย ปรากฏว่าไม่มีบ่อน้ำ ทำให้อดน้ำกัน จึงต่อว่าคนอีสานว่า “ไม่เห็นมีบ่อน้ำเลย” คนอีสานก็พูดว่า “ก็ฉันบอกแล้วว่า หน้าบ่มี น้ำหน้าบ่มี”

เรื่องตัดสินกรรมสิทธิ์ช้าง

มีเรื่องเล่ากันว่า ชาวบ้านบึงนารางได้ไปต้อนเอาช้างของชาวเวียงจันทร์มาไว้ที่บ้านบึงนาราง ชาวเวียงจันทร์จำนวน 2 คน ได้เดินทางติดตามมาเพื่อทวงช้างคืน พวกชาวลาวได้มาขอให้นายเม่น (หลวงแสนเชือกคชสิทธิ์) ตัดสินความให้ว่าช้างควรเป็นของใคร นายเม่นจึงเสนอความคิดว่า ให้พนันเขกศีรษะกันถ้าใครหัวแตกเป็นฝ่ายแพ้ ชาวลาวก็ตกลง นายผู้มีคาถาอาคมดีได้ให้ชาวลาวเขกศีรษะก่อนปรากฏว่าไม่เป็นไร เมื่อนายเม่นเขกศีรษะชาวลาว เขกอย่างแรงมากปรากฏว่าศีรษะชาวลาวแตกจึงถูกยึดช้างไว้ และชาวลาวที่มาตามช้างก็ไม่ได้กลับไปเวียงจันทร์อีกเลยเพราะมีครอบครัวอยู่ที่บ้านบึงนารางนั้งเอง

เรื่องอธิษฐานของคู่รักจากหลวงพ่อทอง

ในประเพณีสงกรานต์ของชาวบ้านบึงนาราง เมื่อราว 60 กว่าปีมาแล้วหนุ่มสาวจะได้พบปะกันก็เพียงในงานเทศกาลเท่านั้น ชาวบ้านหนุ่มสาวมีประเพณีที่นิยมปฏิบัติกัน คือ การอธิษฐานขอคู่รักจากหลวงพ่อทอง ซึ่งคือหลวงพ่อสุโขในปัจจุบันนั้นเอง วิธีการ คือ เก็บดอกไม้ไปบูชาหลวงพ่อพร้อมกับนึกในใจตามบทร้อยกรอง ดังนี้ “ใจตรงตรงจิต ยอดพิดสะถานเอย มือหนึ่งถือพาน พานดอกไม้ใช้สื่อดอกไม้ ที่คล้องจองกับคนที่ชอบเช่นดอกรัก เกิดมาชาติหน้าฉันใดขอให้ได้ แม่ฟัก” เป็นต้น ปัจจุบันไม่มีผู้ใดปฏิบัติกันแล้ว

การละเล่นของเด็ก

การเล่นของเด็ก ๆ ในเขตอำเภอบึงนารางโดยทั่ว ๆ ไป ในทั่วทุกถิ่นของไทยจะไม่แตกต่างจากท้องถิ่นอื่น ๆ มากนักซึ่งจะได้ยกตัวอย่างไว้พอสังเขปดังนี้

มอญซ่อนผ้า เป็นการเล่นพื้นบ้านของไทยที่เล่นกันทั่วไปในทั่วทุกถิ่นของไทย จำนวนผู้เล่นไม่จำกัด โดยส่วนใหญ่มักนิยมเล่นเป็นวงใหญ่ ๆ เพราะทำให้เกิดความสนุกสนานมากกว่าเล่นเป็นวงเล็ก ๆ ใช้คนเล่นจำนวนน้อย อุปกรณ์ในการเล่น นิยมใช้ผ้าเป็นอุปกรณ์ใช้ซ่อน วิธีเล่น คือ สมาชิกผู้เล่นนั่งล้อมวงหันหน้าเข้าในวง ให้มีระยะห่างระหว่างกันพอสมควร โดยมีสมาชิกผู้หนึ่งเดินรอบ ๆ วงเพื่อนำผ้าไปซ่อนไว้ด้านหลัง สมาชิกที่นั่งอยู่คนใดคนหนึ่ง เมื่อซ่อนได้แล้วสมาชิกผู้เป็นมอญซ่อนผ้าต้องรีบวิ่งอย่างรวดเร็วรอบวง 1 รอบ เพื่อกลับมายังจุดที่ซ่อนผ้าไว้ เมื่อมาถึงแล้วสมาชิกที่ถูกซ่อนผ้ายังไม่รู้ตัว จะถูกผู้เป็นมอญซ่อนผ้าใช้ผ้าตีก้นไปรอบวง แล้วกลับมานั่งที่เก่า ผู้เป็นมอญซ่อนผ้าก็จะเล่นซ่อนผ้าต่อไป แต่หากผู้นั่งอยู่รู้ตัวว่าถูกซ่อนผ้าไว้ให้รีบจับผ้าก่อนแล้ววิ่งขับตีก้นผู้เป็นมอญซ่อนผ้า จนเข้านั่งแทนตน หลังจากนั้นก็ได้ทำหน้าที่มอญซ่อนผ้าต่อไป และประโยชน์จากการเล่นมอญซ่อนผ้า ประการสำคัญคือ ความสนุกสนานและยังฝึกให้มีความซื่อสัตย์ เพราะทุกคนที่เล่นจะต้องปฏิบัติตามกฎ คือ จะต้องไปชำเลืองดูว่าผู้ที่ถือผ้าจะมาซ่อนไว้ที่ข้างหลังของใคร เป็นต้น

ในการเล่นมอญซ่อนผ้าเด็ก ๆ จะร้องเพลงไปด้วย เนื้อร้องมีดังนี้

“มอญซ่อนผ้า ตุ๊กตามาข้างหลัง ไปโน่นไปนี่ ฉันจะตีก้นเธอ” เด็ก ๆ จะร้องเพลงและปรบมือเป็นจังหวะไปด้วยในขณะเล่น

ตี่จับ เป็นการเล่นพื้นบ้านที่เด็ก ๆ นิยมเล่นกันมากเช่นกันและเล่นกันมานานแล้วตกทอดจากรุ่นหนึ่งไปยังอีกรุ่นหนึ่ง จำนวนสมาชิกในการเล่นจะประกอบด้วย 2 ทีม ๆ ละประมาณ 8 – 10 คน ไม่ใช้อุปกรณ์ประกอบการเล่นแต่อย่างใด วิธีเล่นเด็ก ๆ จะขีดเส้นแบ่งฝ่ายไว้ตรงกลาง 1 เส้น และแต่ละฝ่ายจะเขียนวงกลมขนาดพอประมาณไว้ห่างเส้นในระยะเท่า ๆ กัน หลังจากนั้นจะเลือกว่าทีมใดจะได้เล่นก่อน การเล่นคือทีมที่ได้เล่น จะส่งตัวแทน 1 คน เข้ามาในแดนของฝ่ายตรงข้ามและเมื่อข้ามเส้นเข้ามาแล้วต้องทำเสียง “ตี่ ๆ ๆ” ติดต่อกันไป แล้วหยุด แล้วพยายามใช้มือแตะให้ถูกสมาชิกคนใดคนหนึ่งของฝ่ายตรงข้ามให้ได้ก่อนหมดเสียง “ตี่ๆ ๆ” ส่วนฝ่ายรับก็ให้ช่วยกันรุมจับฝ่ายรุกให้รออยู่ในเขตของตนจนหมดเสียงหากฝ่ายรุกหมดเสียงในแดนของฝ่ายรับ ถือว่า ตาย จะถูกจับไปอยู่ในวงที่ขีดเส้นเอาไว้เป็นเชลยฝ่ายใดถูกจับหมดก่อนหรือถูกจับมากกว่าจะเป็นผู้แพ้

เดินกะลา เป็นการเล่นของเด็ก ๆ ที่เล่นต่อ ๆ กันมานานแล้ว เล่นเดี่ยวของใครของมัน อุปกรณ์คือ กะลา 1 คู่ เจาะเป็นรูแล้วเอาเชือกร้อยให้ยาวพอควร วิธีเล่น ผู้เล่นยืนบนกะลา โดยใช้นิ้วโป้งกับนิ้วชี้คีบเชือกไว้ให้แน่น สำหรับมือจะจับเชือกที่ร้อยกะลาไว้ให้ตึงก้าวเดินไปเรื่อย ๆ เสียงดังกุบกับ ๆ บางครั้งเด็ก ๆ ก็วิ่งกะลาแข่งกันก็มี ล้มลุกคลุกคลานกันสนุกสนาน ประโยชน์ที่ได้จากการเล่น เดินกะลา ก็คือ ไดฝึกการควบคุมการทรงตัวนั้นเอง

เสือกับวัว เป็นการละเล่นที่นิยมกันมากอีกอย่างหนึ่ง จำนวนผู้เล่นไม่จำกัด แต่นิยมเล่นกันเป็นกลุ่มใหญ่ ๆ อุปกรณ์คือ ผ้าปิดตา 2 ผืน สมาชิกทั้งหมดจับมือกันเป็นวงกลมใหญ่ ให้สมาชิก 2 คนปิดตา คนหนึ่งร้อง “มอ” เป็นวัว อีกคนหนึ่งร้อง “โฮก” เป็นเสือ แล้วให้เสือไล่จับวัวให้ได้ จับได้เมื่อใดเป็นอันจบ 1 เกม แล้วเปลี่ยนสมาชิกคู่อื่นออกมาเล่นบ้าง ขณะที่เล่นเสือและวัวต้องส่งเสียงร้องเป็นระยะ ๆ ประโยชน์จากการเล่นเสือกับวัวก็คือเด็ก ๆ ได้ฝึกประสาทหูและการคำนวณระยะทาง

หมากเก็บ เป็นการเล่นพื้นบ้านของเด็ก ๆ ที่นิยมเล่นอีกอย่างหนึ่งจำนวนผู้เล่นส่วนใหญ่นิยมเป็นคู่แข่งขันกัน อุปกรณ์ที่ใช้คือ ก้อนหินขนาดพอเหมาะ จำนวน 8 ก้อน

วิธีเล่น ผู้เล่นก่อนโยนก้อนหินก้อนหนึ่งไปข้างหน้า คือผู้เล่นก่อนโยนก้อนหินก้อนหนึ่งขึ้นไปแล้วใช้มือข้างที่โยนก้อนหินจับก้อนหิน 1 ก้อนที่พื้นขึ้นมาแล้วรับก้อนหินที่โยนขึ้นไปก่อนหน้านั้นให้ได้ เล่นจับก้อนหินขึ้นมาครั้งละก้อนไปจนหมด แล้วเปลี่ยนวิธีเล่นไปอีก คือโยนก้อนหิน จับก้อนหินและใช้หลังมือรับก้อนหิน เป็นต้น คนที่ทำได้ทั้งหมดทุกครั้งเป็นผู้ชนะ การเล่นหมากเก็บช่วยฝึกการคาดคะเนให้กับเด็ก ๆ

กระโดดยาง เป็นการเล่นของเด็ก ๆ ในยุคประมาณ 2510 ขึ้นมานี่เอง จำนวนผู้เล่นเป็นกลุ่มประมาณ 8 – 10 คน ใช้หนังยาง (เด็ก ๆ มักเรียกว่ายางวง) ร้อยกันเป็นเชือกยาว ๆ หนา ๆ ให้สมาชิก 2 คน จับคนละข้างให้ตึงผู้จับจะวางเชือกยางไว้ในที่ระดับต่าง ๆ เช่น หัวเข่า เอว อก คอ ศีรษะ และชูมือสุดแขน เป็นต้น สำหรับผู้เล่นจะกระโดดข้ามเชือกยางด้วยท่าทางต่าง ๆ เช่น เดินข้าม กระโดดข้าม และตีลังกาข้าม เป็นต้น ถ้าใครทำไม่ผ่านถือว่าตายต้องไปถือเชือกแทนเพื่อน ในระยะเข่าให้เดินหรือกระโดดข้ามโดยห้ามถูกเชือก สำหรับจุดที่สูงกว่านั้นกระโดดเอาส่วนต่าง ๆ ของร่างกายแตะเชือกยางหรือตีลังกาให้ถูกเชือกยางก็ได้สำหรับการเล่นกระโดดยางนั้นจะเป็นพื้นฐานของการยืดหยุ่นร่างกายและยิมนาสติก ทำให้เคลื่อนไหวได้คล่องแคล่ว มีร่างกายแข็งแรง เด็กผู้หญิงนิยมเล่นกันมาก

เตย ในการเล่นเตยผู้เล่นในแต่ละทีมจะมีประมาณ 4 – 5 คน หรือมากกว่านั้นก็ได้แต่ถ้ามีมากกว่านี้ก็ต้องทำช่องหรือเกมให้พอดีกับจำนวนผู้เล่น ในการเล่นเตยผู้เล่นจะต้องมาทางผ่านหรือใช้วิธีไหนก็ได้ห้ามให้คนที่ในเกมหรือฝ่าย ตรงข้ามแตะถูกตัวเรา เมื่อเราผ่านไปได้ครั้งหนึ่งหรือเราออกจากจุดเริ่มต้นเสร็จเราก็ต้องหาทางกลับมาที่จุด เริ่มต้นใหม่โดยไม่ให้ผู้เล่นฝ่ายตรงข้ามแตะถูกตัวเราหรือจับตัวเราไว้ได้ถ้าหากเราสามารถผ่านได้โดยไม่ได้ถูกผู้เล่นฝ่ายตรงข้ามแตะถูกตัวเราแล้วเมื่อกลับมาถึงจุดเริ่มต้นเราก็ต้องพูดว่าเตย

ประเพณีการเล่นนางด้ง นางด้งเป็นการละเล่นที่เล่นในช่วงเทศกาลสงกรานต์ คนสูงอายุจะพาเด็ก ๆ หนุ่ม ๆ สาว ๆ เล่นในเวลาหัวค่ำ ประมาณ 2 ทุ่ม เป็นการเล่นที่จัดขึ้นเพื่อความสนุกสนาน ผู้ที่เป็นนางด้งต้องเป็นหญิง อายุประมาณ 20 – 80 ปี อุปกรณ์ที่ใช้ สากตำข้าว (ไม้เนื้อแข็งยาวประมาณ 1.5 เมตร จำนวน 1 คู่ กระด้ง 1 อัน ซึ่งทั้ง 2 รายการข้างต้นต้องได้มาโดยวิธีการขโมย ห้ามขอยืม เครื่องเซ่น สังเวย ประกอบด้วยเหล้าขาว ไก่ เนื้อหมู ดอกไม้ 3 ดอก และธูป 3 ดอก

วิธีเล่น นำสากมาวางคู่กัน จากนั้น นำกระด้งวางบนสากทั้งคู่แล้วผู้เฒ่าผู้แก่ที่มีหน้าที่เชิญผีนางด้ง จะพนมมือบูชาด้วยดอกไม้และธูปที่เตรียมไว้ร้องเพลงเชิญผีเข้ากระด้ง โดยเอามือจับกระด้งกระทบกับสาก ถ้าเจอผีเข้าแล้วกระด้งจะขยับขึ้นลงได้เอง โดยที่คนยังต้องจับกระด้งไว้ด้วย จากนั้นผู้เชิญจะถามว่า มาจากไหน ชื่ออะไร อายุเท่าไร โดยให้สังเกตที่กระด้ง ถ้ากระด้งขยับขึ้น – ลง เป็นการตอบรับ (ใช่) ถ้ากระด้งส่ายไปมาเป็นการปฏิเสธ (ไม่ใช่) แต่ถ้าถามเกี่ยวกับตัวเลขตัวเลขกระด้งจะโขลกบนสาก แต่ถ้าถามเป็นตัวอักษร นางด้งจะเลื่อนจากสากมาเขียนบนดินตามที่นางด้งบอกและถ้านางด้งชอบใคร จะบอกให้เข้ามาใกล้ ๆ และถ้าไม่ชอบใครก็ให้นั่งไกล ๆ และถ้าผู้เล่นอยากทราบอะไรก็ให้สอบถามได้ บางแห่งเล่าว่า ให้เอากระด้งวางบนศีรษะผู้เข้าทรงผีกระด้ง ทั้งนี้ต้องมีเครื่องเซ่นสังเวยตามที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น จากนั้นท่อคาถาเรียกวิญญาณนางด้งเข้าทรง เมื่อผีนางด้งเข้าแล้ว ผู้คนจะเอาข้าวเปลือกมาให้ นางด้งฝัดเอาข้าวลีบออก ช่วงที่นางด้งกำลังฝัดข้าว ผู้คนก็ถามสิ่งต่าง ๆ นา ๆ และนางด้งก็ตอบปัญหาทุกอย่างและคนที่อยู่รอบข้างนางด้ง จะบอกให้นางด้งทำอะไร นางด้งก็จะทำตาม เมื่อเล่นกันพอสมควรแล้ว ก็เชิญนางด้งออกจากร่างทรง สำหรับคาถาเรียกนางด้ง จะต้องเรียนรู้ โดยตรงจะไม่บอกผ่าน เพราะจะทำให้คนบอกถูกผีนางด้งเข้าสิง เพราะการเรียกคาถานางด้ง จะต้องทำพิธี และการเล่นนางด้งห้ามเล่นนาน ๆ เพราะจะทำให้ผีนางด้งเฮี้ยน แล้วไม่ยอมออกจากร่างทรง

การเล่นงูสะบัดหาง เล่นได้เฉพาะเด็ก ๆ จำนวนผู้เล่น ประมาณ 10 คน วิธีเล่น ผู้เล่นจะเลือกคนที่เป็นแม่งูมา 1 คน คนที่เหลือจะยืนเรียงแถวต่อ ๆ กันเป็นแถวหน้ากระดานเรียงหนึ่งและแต่ละคนจับมือกันไว้ให้แน่น คนที่เล่นเป็นแม่งู จะยืนหันหน้าเข้าหาผู้เล่นที่เหลือ แม่งูจับมือของผู้เล่นให้แน่น แล้วใช้แรงเหวี่ยงแถวนั้นไปมา ด้วยแรงเหวี่ยงจะทำให้ทั้งแถวสะบัดไป – มา เหมือนหางงู และถ้าใครออกจากแถวก็ให้ออกจากการละเล่นแล้วให้เริ่มเล่นใหม่ ประโยชน์ที่ได้รับ ผู้เล่นได้ออกกำลังกายและยังได้ความสนุกสนานอีกด้วย การเล่นประเภทนี้ ผู้ที่จะเล่น ต้องมีร่างกายแข็งแรง เนื่องจากการใช้แรงเหวี่ยงเมื่อถูกแรงเหวี่ยงเมื่อผู้เล่นปล่อยมือหลุดอาจจะไปกระทบกระแทกสิ่งต่าง ๆ ก่อให้เกิดอันตรายได้ รวมถึงอาจจะมีอันตรายที่เกิดกับแขนของผู้เล่นได้

ลิงชิงหลัก จำนวนผู้เล่น 9 คน อุปกรณ์ เสาหลัก 8 หลักวิธีเล่น ให้ผู้เล่นไปเล่นที่จุดเริ่มต้น โดยห่างจากหลักประมาณ 3 วา (มากกว่านี้หรือน้อยกว่านี้ก็ได้) ให้มีผู้นับแล้ววิ่งไปแย่งหลักกัน จะมีคนเหลืออยู่ 1 คน คนที่เหลือเป็นลิง ลิงจะต้องคอยแย่งหลักเวลาคนเล่นเปลี่ยนหลักกัน คนที่มีหลักต้องเปลี่ยนหลักด้วย ห้ามอยู่กับที่ ถ้าอยู่กับที่ต้องมาเป็นลิงแทน และถ้าลิงแย่งหลักได้ก็เปลี่ยนคนที่เป็นลิงใหม่ ประโยชน์ เพื่อให้เด็กได้ออกกำลังกายและก่อให้เกิดความสนุกสนาน

ม้าหลังแดง (เล่นได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่) จำนวนผู้เล่น เล่นได้ 4 คนขึ้นไป อุปกรณ์ ผ้าที่พันเป็นก้อนกลม ๆ การเล่นประเภทนี้ สามารถเล่นได้ทุกรุ่น ทุกวัย เล่นได้ทั้งหญิง – ชาย จะนิยมเล่นกันในเทศกางสงกรานต์ วิธีเล่น ผู้เล่นจับคู่กัน ขึ้นขี่หลัง แล้วให้คนที่ขี่หลังโยนผ้าแทนลูกฟุตบอลโดยโยนให้คนที่อยู่บนหลังม้าตัวอื่น ๆ รับ ถ้าใครรับไม่ได้และทำผ้าหล่นก็เปลี่ยนให้คนที่เป็นม้าขี่หลังแทน

วิ่งถอยหลัง จำนวนผู้เล่น 8 คน อุปกรณ์ เส้นชัย วิธีเล่น กำหนดเส้นต้นทางและปลายทางและให้จัดคนเล่นคราวละไม่เกิน 8คน ให้อยู่ห่าง ๆ กัน จะได้ไม่วิ่งชนกัน ผู้เข้าแข่งขันยืนหันหลังให้หลักชัย แล้วจะมีคนให้สัญญาณ พอสิ้นเสียงสัญญาณก็ออกวิ่งถอยหลังจากเส้นต้นทางไปยังเส้นชัย ใครถึงก่อนเป็นผู้ชนะ

ประโยชน์ที่ได้จากการเล่นประเภทนี้ ได้ออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ และได้รับความสนุกสนาน

ในปัจจุบัน อิทธิพลของ ของเล่นสำเร็จรูปต่าง ๆ เช่น เกมสะกด หรืออาวุธต่าง ๆ รวมทั้งกีฬาต่าง ๆ ได้เข้ามามีอิทธิพลต่อการเล่นของเด็ก ๆ นั่งกดเกกมะเหรกจำนวนไม่น้อยและอีกบางส่วนก็จะนิยมเล่นอาวุธต่าง ๆ เช่น ปืน และมีด รวมทั้งนิยมเล่นกีฬามากขึ้นด้วย การเล่นพื้นบ้านไทย จึงได้รับความนิยมจากเด็กน้อยลง จึงสมควรที่จะมีการบันทึกการเล่นพื้นบ้านต่าง ๆ ของไทยไว้ รวมทั้งส่งเสริมให้เด็กไทยหันมาเล่นแบบไทย ๆ ที่ประหยัดกันอีกครั้งเพื่อคงเอกลักษณ์การเล่นของเด็กไทยเอาไว้สืบทอดสู่รุ่นลูกรุ่นหลานต่อไป

การละเล่นของผู้ใหญ่

การละเล่นตามแบบไทย ๆ ของผู้ใหญ่ในเขตอำเภอบึงนารางที่นิยมเล่นกันทั่วไป มีดังนี้

เพลงพื้นบ้าน ในเขตตำบลบึงนาราง ในยุคก่อน มีการเล่นเพลงไทยพื้นเมืองเช่นเดียวกับชุมชนภาคกลางทั่ว ๆ ไป คือ เพลงฉ่อย ลำตัด ลำตัด และเพลงเกี่ยวข้าวนิยมร้องเล่นกันในประเพณีสงกรานต์ ส่วนเพลงพื้นบ้านของชาวบึงนารางมีดังนี้

พลงพื้นบ้าน “พิษฐาน” จำนวนผู้เล่น ชายและหญิงฝ่ายละกี่คนก็ได้ โอกาสและฤดูกาล กำหนด เวลา ที่จะเล่น เล่นในช่วงเทศกาลตรุษสงกรานต์ หลังจากทำบุญเสร็จเรียบร้อยหนุ่มสาวจะกลับไปแต่งตัวกันใหม่ และกลับไปที่โบสถ์ เข้าไป “พิษฐาน” กัน

วิธีเล่น ผู้เล่น ชายและหญิงจะเข้าไปในโบสถ์จะไปพิษฐานต่อหน้าพระประธานเหมือนการอธิษฐานหรือการเกี้ยวอะไรอีกอย่าง ผลัดกันร้องโต้ตอบกันไปมา

บทร้องเพลงประกอบ (ชื่อเพลงพิษฐาน)

(ร้องพร้อมกัน)

ใจปลงจงจิต ยอดเจ้าพิษฐานเอย มือลูกหนึ่งถือพาน พานละดอกกลดเกิดมาชาติใด แสนแสนใด ขอให้ได้อย่างพิษฐานเป็นไหว้ ขอให้ได้อย่างพิษฐานสมคะเนรมิตร เจ้ายอดพิษฐานเอย

(หญิง) ใจปลงจงจิต ยอดเจ้าพิษฐานเอย มือลูกหนึ่งถือพาน พานละดอกกลดเกิดมาชาติใด แสนใด ขอให้ได้เป็นลูกเราหมด ขอให้ได้อย่างพิษฐานเอย สมคะเนรมิตร เจ้ายอดพิษฐานเอย

(ชาย) ใจปลงจงจิต ยอดเจ้าพิษฐานเอย มือลูกหนึ่งถือพาน พานละดอกกลดเกิดมาชาติใด แสนใด ขอให้ได้เป็นเมียเราหมด ขอให้ได้อย่างพิษฐานเอย สมคะเนรมิตร เจ้ายอดพิษฐานเอย

การเล่นเข้านางช้าง (นิยมเล่นในเทศกาลสงกรานต์ ในช่วงเวลากลางคืน)จำนวนผู้ล่น นางช้าง (ผู้ชาย) 1 คน ส่วนผูร่วมเล่นไม่จำกัดจำนวนอุปกรณ์ 1. ผ้าขาวม้า 1 ผืน 2. ท่อนไม้ 2ท่อน 3. ไม้ไผ่ (สำหรับผู้ร่วมเล่นคนละ 2 ท่อน ขนาดพอเหมาะมือ)

วิธีเล่น

 1.  ผู้เล่นจะมารวมกันที่กลางลานบ้าน โดยมี นางช้าง 1 คน และผู้ร่วมเล่นไม่จำกัดจำนวน

2. ใช้ผ้าขาวม้าพันเป็นรูปงวงช้าง แล้วพันรอบศีรษะ(ภาษาพื้นบ้านเรียกว่า “เคียน ศีรษะ”)ให้งวงช้างอยู่ด้านหน้า ให้นางช้างนอนหมอบอยู่กลางลานบ้าน โดยให้ท่อนแขนวางอยู่บนท่อนไม้ทั้ง 2 ข้าง

3. ผู้ร่วมเล่น จะนั่งแบ่งเป็น 2 ฝ่าย ให้นั่งใกล้นางช้างมากที่สุดนางช้างจะหมอบอยู่กลางระหว่างผู้ร่วมเล่น ต่อจากนั้นผู้ร่วมเล่นจะใช้ไม้ไผ่เคาะเป็นจังหวะพร้อม ๆ กับร้องเพลง “นางช้าง” ประกอบ (ถ้าผู้ร่วมเล่นนั่งใกล้ ๆ นางช้างมากเท่าไร นางช้างจะยิ่งเข้าเร็วขึ้น)

4. ประมาณ 1 ชั่วโมง นางช้างจะเข้า พอนางช้างเข้า คนที่เล่นเป็นนางช้างจะมีอาการต่าง ๆ เกิดขึ้นคล้ายช้าง เช่น ตัวเริ่มโคลงไป – มา ร้องเสียงเหมือนช้าง

5. พอนางช้างเข้า ผู้ร่วมเล่นคนอื่น ๆ จะนำช้างเดินไปเล่นที่บ้านอื่นไปทำการร้องรำทำเพลงกัน ในระหว่างนั้น นางช้างก็จะเดินไป – มา อยู่บริเวณนั้น

6. พอเวลานางช้างจะออกจากผู้เล่นนางช้างจะล้มตัวลงนอน ถ้ามีเพลงประกอบนางช้างเอย ตัดเต่าร้าง ช้างกินใบไผ่ วัวกินหญ้า ม้ากินสลัดใดไอ้เข้สังข์ต้มไข่ นกขมิ้นเหลืองอ่อน ที่นอนช้างเอย (ซ้ำทั้งหมด 5 เที่ยว)

ประโยชน์ที่ได้รับ ได้รับความสนุกสนานเพลิดเพลิน ตื่นตาตื่นใจ และยังได้อนุรักษ์การละเล่นในสมัยโบราณไว้ให้ลูกหลานอีกด้วย

ผู้ให้ข้อมูลคือ นายสวิง ครุฑอินทร์ อายุ 72 ปี บ้านเลขที่ 382 หมู่ 12 ตำบลแหลมรัง)

วงแคน วงแคนจะพบมากในหมู่ชุมชนที่อพยพมาจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือ นิยมบรรเลงในงานพิธีทั่วไป หรือในเทศกาลต่าง ๆ

วงกลองยาว ยังนิยมเล่นกลองยาวกันอยู่ทั่วไป แต่ผู้บรรเลงมักเป็นคนมีอายุ วงกลองยาวมักใช้แสดงในงาน แห่นาค ในงานสงกรานต์ รวมทั้งงานมงคลสมรส เป็นต้น

วงดนตรีสมัยใหม่เป็นวงดนตรีที่ประกอบด้วยเครื่องดนตรีสมัยใหม่ เช่น อิเลคโทน และกีตาร์ เป็นต้น ส่วนใหญ่ใช้ในการบรรเลงในงานต่าง ๆ เพื่อความสนุกสนาน นักดนตรีเป็นประชาชนในเขตกิ่งอำเภอบงนาราง บางวงมีนักร้องนักเต้น

นาฏศิลป์ การแสดงเชิงนาฏศิลป์ในเขตอำเภอบึงนารางตามที่พบเห็นกันทั่วไป คือ

รำวง เป็นการรำวงแบบชาวบ้านทั่วไปไม่มีแบบแผนตายตัว ก้าวเท้าไปตามจังหวะ มือฟ้อนสลับไป – มา ชาวบ้านนิยมรำวงตามงานมงคลต่าง ๆ เช่น งานบวชนาค โดยเฉพาะการได้รำหน้านาคถือเป็นการได้บุญอีกด้วย งานแต่งงานและงานขึ้นบ้านใหม่ เป็นต้น

การเซิ้งบั้งไฟ เนื่องจากในเขตอำเภอบึงนารางมีชุมชนของชาวภาคตะวันออกเฉียเหนือหรือไทนอีสานอยู่เป็นชุมชนใหญ่ คือที่หมู่บ้านห้วยแก้ว ตำบลห้วยแก้ว ซึ่งจะจัดให้มีประเพณีบุญบั้งไฟขึ้นทุก ๆ ปี และในประเพณีนี้ก็จะมีการเซิ้งตามแบบฉบับของชาวภาคอีสาน ประกอบด้วยการเซิ้งจึงถูกถ่ายทอดกันมาเรื่อย ๆ ในหมู่บ้านห้วยแก้ว

 

 ...................................

 

ศาสนสถาน

อำเภอบึงนาราง มีวัดที่ได้รับการประกาศของกระทรวงศึกษาธิการจำนวน 14 วัด โดยมีประวัติย่อ ๆ ดังนี้

วัดบึงนาราง ตั้งอยู่ เลขที่ 83 บ้านบึงนาราง ตำบลบึงนาราง อำเภอบึงนาราง จังวัดพิจิตร สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย มีที่ดินตั้งวัดจำนวน 29 ไร่ 1 งาน อาณาเขต ทิศเหนือติดต่อกับถนนสาธารณะ ทิศใต้ ติดต่อกับที่ดินเอกชน ทิศตะวันออกติดต่อกับโรงเรียนวัดบ้านบึงนาราง

ทิศตะวันตกติดต่อกับบึงสาธารณะ (บึงนาราง) ซึ่งมี น.ส.3ก. เลขที่ 356 เป็นหลักฐาน ได้สร้างขึ้นเป็นวัดนับตั้งแต่ประมาณ พ.ศ. 2372 เดิมเรียกว่า “วัดป่าเลไลย์” วัดนี้ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาแล้ว ครั้งหลังได้รับพระราชทานเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2525 เขตวิสุงคามสีมากว้าง 30 เมตร ยาว 60 เมตร เสนาสนะของวัดมีอุโบสถหลังใหม่ ศาลาการเปรียญ หอสวดมนต์ กุฏิสงฆ์และวิหารหลวงพ่อสุโข มีพระภิกษุสามเณรจำพรรษาอยู่จำนวนมากในฤดูเข้าพรรษาประมาณ 50 – 100 รูป ทางวัดได้เปิดสอนพระปริยัติธรรม ตั้งแต่ พ.ศ. 2518 เป็นต้นมา

มีเจ้าอาวาสตั้งแต่เริ่มแรกตั้งเป็นวัดจนถึงปัจจุบัน 12 รูป คือ

1. พระเลื่อน 5. พระขาว

2. พระตุ๊ 6. พระพลาด

3. พระพรหม 7. พระสุนทร

4. พระชม 8. พระแต้ม

    1. พระกังวล 11. พระฟ้อน

10. พระฟู

12. พระครูพิศาลจริยคุณ (สุรินทร์ เขมภูสิโต) โดยเจ้าอาวาส รูปที่ 12 ดำรงตำแหน่งมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2520 เป็นต้นมา

วัดวังกระสูบ ตั้งอยู่บ้านวังกระสูบ หมู่ที่ 6 ตำบลโพธิ์ไทรงาม อำเภอบึงนาราง จังหวัดพิจิตร สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย มีที่ดินตั้งเป็นวัด เนื้อที่ 26 ไร่ 1 งาน 40 ตารางวา อาณาเขต ทิศเหนือยาว 3 เส้น 10 วา ติดต่อกับที่นาของเอกชน ทิศใต้ยาว 7 เส้น ติดต่อกับไร่อ้อยเอกชน ทิศตะวันออกยาว 6 เส้น 15 วา ติดต่อกับที่นาของเอกชน ทิศตะวันตกยาว 7 เส้น ติดต่อกับลำคลองท่าเสา ตาม น.ส.3ก. เลขที่ 2686

กระทรวงศึกษาธิการได้ประกาศตั้งเป็นวัดนับตั้งแต่วันที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2524 มีนามตามชื่อบ้าน เดิมวัดนี้ขึ้นอยู่กับหมู่ที่ 4 ตำบลทะนง อำเภอโพทะเล ต่อมาได้แยกหมู่บ้านเป็นหมู่ที่ 6 ตำบลโพธิ์ไทรงาม การสร้างวัดได้ดำเนินการตั้งแต่ พ.ศ. 2510 เสนาสนะของวัดมีโบสถ์ ศาลาการเปรียญกุฏิสงฆ์ เดิมมี 4 หลัง สร้างขึ้นใหม่อีกหลายหลัง เพราะมีพระจำพรรษาเพิ่มขึ้นเป็น 10 กว่ารูป ในแต่ละปี เจ้าอาวาสรูปปัจจุบัน คือ พระครูพิทักษ์ธรรมคุณ

วัดบางลายเหนือ ตั้งอยู่เลขที่ 79 บ้านบางลายเหนือ หมู่ที่ 2 ตำบลบางลาย อำเภอบึงนาราง จังหวัดพิจิตร สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย มีที่ดินตั้งวัดเนื้อที่ 34 ไร่ 3 งาน 60 ตารางวา อาณาเขต ทิศเหนือติดต่อกับที่ดินของนายทองหย่อน นางอุไร มณีโชติ ทิศใต้และทิศตะวันออกติดกับแม่น้ำยม ทิศตะวันตกติดต่อกับที่ดินของ นางแฉล้ม สงแจ้ง และนางจำรัส สุขประเสริฐ มีที่ธรณีสงฆ์ 1 แปลง เนื้อที่ 42 ไร่ 31 ตารางวา น.ส.3 เลขที่ 96

สร้างขึ้นเป็นวัดนับตั้งแต่ประมาณ พ.ศ. 2424 มีนามตามชื่อบ้าน ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา วันที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2508 เขตวิสุคามสีมากว้าง 20 เมตร ยาว 40 เมตร ผูกพัทธสีมา เมื่อวันที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2513 เสนาสนะต่าง ๆ มีอุโบสถ ศาลาการเปรียญ หอสวดมนต์ กุฏิสงฆ์เดิมมี 15 หลัง ปัจจุบันได้สร้างขึ้นอีกเนื่องจากมีพระภิกษุอยู่จำพรรษาแต่ละปีมากกว่า 20 รูป ทางวัดได้เปิดสอนพระปริยัติธรรม เมื่อ พ.ศ. 2480 มีโรงเรียนประถมของสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติตั้งอยู่ในวัดด้วย

เจ้าอาวาสมี 8 รูป คือ

รูปที่ 1 พระอธิการสมบุญ รูปที่ 2 พระอธิการทับ

รูปที่ 3 พระใบฏีกาวิน รูปที่ 4 พระครูธรรมาภิรัต

รูปที่ 5 พระใบฏีกาเชื่อม รูปที่ 6 พระอธิการมุ่ย

รูปที่ 7 พระครูวิจิตรสารธรรม (พ.ศ. 2502) ( มรณะภาพแล้ว)

รูปที่ 8 พระถนอม ญาณเสวี อายุ 56 พรรษา 36 ปัจจุบันได้รับสมณศักธิ์เป็น

วัดบางลายใต้ วัดบางลายใต้ ตั้งอยู่ที่ 344 บ้านบางลายใต้ หมู่ที่ 7 ตำบลบางลาย อำเภอบึงนาราง จังหวัดพิจิตร สังกัดคณะสงฆ์นิกาย มีที่ดินตั้งวัดเนื้อที่ 22 ไร่ 45 ตารางวา อาณาเขต ทิศเหนือยาว 3 เส้น 4 วา ติดต่อกับที่โรงเรียนวัดบ้านบางลายใต้ ทิศใต้ยาว 3 เส้น 4 วา ติดต่อกับแม่น้ำยม ทิศตะวันออกยาว 7 เส้น ติดต่อกับผนังกั้นน้ำของกรมชลประทาน ทิศตะวันตก ยาว 7 เส้น ติดต่อกับแม่น้ำยม ตาม น.ส.3 เลขที่1713

สร้างขึ้นเป็นวัดนับตั้งแต่ประมาณ พ.ศ. 2455 มีนามตามชื่อหมู่บ้าน โดยมีขุนบางลาย กำนันตำบลบางลายนำชาวบ้านจัดสร้างขึ้น ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาครั้งหลังวันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2525 วิสุงคามสีมากว้าง 30 เมตร ยาว 50 เมตร วัดมีอุโบสถหลังใหม่ ศาลาการเปรียญ หอสวดมนต์ และกุฏิสงฆ์ เดิมมีจำนวน 9 หลัง มีการสร้างเพิ่มขึ้นอีก มีพระภิกษุอยู่จำพรรษาแต่ละปี 10 – 20 รูป เนื่องจากมีพื้นที่ของวัดใช้เป็นประโยชน์แก่เยาวชนได้เล่นกีฬาและมีโรงเรียนประถมศึกษาอยู่ในวัดด้วย จึงให้วัดดำเนินการโครงการลานวัดลานกีฬา เป็นวัดแรกของอำเภอบึงนาราง ปูชนียวัตถุ ที่สำคัญ คือ “หลวงพ่อโต” สร้าง พ.ศ. 2475 โดยขุนบางลาย เป็นหัวหน้านำในการจัดสร้าง “หลวงพ่อโต” เป็นพระพุทธรูปเนื้อทองสัมฤทธิ์

เจ้าอาวาสมี 11 รูป คือ

รูปที่ 1 พระอธิการบุญมา พ.ศ. 2455 – 2464

รูปที่ 2 พระอธิการทองคำ พ.ศ. 2464 – 2470

รูปที่ 3 พระอธิการพร้อม พ.ศ. 2470 – 2475

รูปที่ 4 พระอธิการทรัพย์ พ.ศ. 2475 – 2479

รูปที่ 5 พระอธิการชวน พ.ศ. 2479 – 2490

รูปที่ 6 พระอธิการประเทือง กวิสสโร พ.ศ. 2490 – 2492

รูปที่ 7 พระอธิการพุกมา พ.ศ. 2492 – 2494

รูปที่ 8 พระอธิการบุญช่วย พ.ศ. 2494 – 2503

รูปที่ 9 พระปลัดทองหยอด ฉันทกาโม พ.ศ. 2503 – 2519

รูปที่ 10 พระอธิการเจริญ พ.ศ. 2519

รูปที่ 11พระอธิการอนันท์ วิจิตโต อายุ 33 พรรษา 13

วัดโพธิ์ไทรงาม วัดโพธิ์ไทรงาม ตั้งอยู่บ้านโพธิ์ไทรงาม หมู่ที่ 3 ตำบลโพธิ์ไทรงาม อำเภอบึงนาราง จังหวัดพิจิตร สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย มีที่ดินตั้งวัดเนื้อที่ 12 ไร่ ทิศเหนือยาว 4 เส้น ติดต่อกับที่ดินเอกชน ทิศใต้ยาว 4 เส้น ติดต่อกับถนนสายโพทะเล - บรรพตพิสัย ทิศตะวันออกยาว 3 เส้น ติดต่อกับที่ดินเอกชน ทิศตะวันตกยาว 3 เส้น ติดต่อกับที่ดินเอกชน

กระทรวงศึกษาธิการได้ประกาศตั้งเป็นวัดนับตั้งแต่วันที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2526 มีนามตามชื่อหมู่บ้านโดยมีนายนวล ดวงตาเวียง เป็นผู้ริเริ่มชักนำชาวบ้านจัดสร้างวัดนี้เมื่อ พ.ศ. 2520 สนับสนุนต่าง ๆ มีศาลาการเปรียญ กุฏิสงฆ์เดิม จำนวน 6 หลัง มีการสร้างเพิ่มขึ้นมีพระภิกษุอยู่จำพรรษาแต่ละปีประมาณ 8 – 26 รูป

เจ้าอาวาสรูปแรก มีนามว่า พระใบฎีกาจำนอง ดำรงตำแหน่งตั้งแต่ พ.ศ. 2526 ปัจจุบัน คือ พระเดิม กตปุญโญ

วัดบึงลี วัดบึงลีตั้งอยู่บ้านบึงลี หมู่ที่ 4 ตำบลโพธิ์ไทรงาม อำเภอบึงนาราง จังหวัดพิจิตร สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย มีที่ดินตั้งวัดเนื้อที่ 18 ไร่ 60 ตารางวา อาณาเขตทิศเหนือยาว 1 เส้น 12 วา ติดต่อกับที่ดินเอกชน ทิศใต้ยาว 3 เส้น 18 วา ติดต่อกับที่ตั้งโรงเรียนบ้านบึงลี ทิศตะวันออกยาว 6 เส้น 12 วา ติดต่อกับทางสาธารณะ ทิศตะวันตกยาว 6 เส้น 12 วา ติดต่อกับทุ่งนา

ได้สร้างขึ้นเป็นวัดครั้งแรกประมาณ พ.ศ. 2478 ได้เคยกลายสภาพเป็นวัดร้างไปช่วงระยะหนึ่ง ต่อมาจึงได้มีการบูรณะปฏิสังขรณ์ให้เป็นวัดที่มีพระสงฆ์จำพรรษาอยู่ กระทรวงศึกษาธิการได้ประกาศให้เป็นวัดขึ้นมาใหม่อีกครั้งหนึ่ง เมื่อวันที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2517 เสนาสนะมี ศาลาการเปรียญ หอสวดมนต์ และกุฏิสงฆ์เดิมมี 3 หลัง (2530) ต่อมาสร้างเพิ่มขึ้นอีก มีพระภิกษุอยู่จำพรรษาในแต่ละปีประมาณ 5 – 10 รูป

มีพระทองอยู่ ปณญาวโร รักษาการมาเจ้าอาวาส ปัจจุบัน คือพระสะอาด มหามังคโล เป็นเจ้าอาวาส

วัดทุ่งทอง วัดทุ่งทอง ตั้งอยู่ที่บ้านทุ่งทอง หมู่ที่ 3 ตำบลโพธิ์ไทรงาม อำเภอ บึงนาราง จังหวัดพิจิตร สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย มีที่ดินตั้งวัดเนื้อที่ 12 ไร่ กระทรวงศึกษาธิการได้ประกาศตั้งเป็นวัดนับตั้งแต่วันที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2530 มีนามตามชื่อหมู่บ้าน เจ้าอาวาส คือ พระเล็ก ปนติโน

วัดทุ่งพรหมทอง วัดทุ่งพรหมทอง ตั้งอยู่ที่หมู่บ้านทุ่งพรหมทอง หมู่ที่ 8 ตำบล บางลาย อำเภอบึงนาราง จังหวัดพิจิตร สังกัดคณะสงฆ์มหานิกายมีที่ดินตั้งวัดเนื้อที่ 8 ไร่ กระทรวงศึกษาธิการได้ประกาศตั้งเป็นวัดนับตั้งแต่วันที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2526 มีนามตามชื่อหมู่บ้าน เจ้าอาวาส ปัจจุบัน คือ พระอธิการเสียง สุชีโว อายุ67 พรรษา 6 มีพระภิกษุอยู่จำพรรษาในปี 2541 จำนวน 5 รูป

วัดประดาทอง วัดประดาทอง ตั้งอยู่เลขที่ 90 บ้านประดาทอง หมู่ที่ 6 ตำบางลาย อำเภอบึงนาราง จังหวัดพิจิตร สังกัดคณะสงฆ์มหานิกายมีที่ดินตั้งวัดเนื้อที่ 18 ไร่ 55 ตารางวา อาณาเขตทิศเหนือยาว 2 เส้น ติดต่อกับที่ดินเอกชน ทิศใต้ยาว 5 เส้น ติดต่อกับที่ดินเอกชน ทิศตะวันตกยาว 3 เส้น ติดต่อกับที่ดินเอกชน ทิศตะวันตกยาว 6 เส้น ติดต่อกับแม่น้ำยม ตามโฉนดที่ดินเลขที่ 1146

สร้างขึ้นเป็นวัดนับตั้งแต่วันที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2466 มีนามตามชื่อหมู่บ้าน ประชาชนร่วมใจกันสร้าง ไดรับพระราชทานวิสุงคามสีมา วันที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2509 เขตวิสุงคามสีมา กว้าง 20 เมตร ยาว 40 เมตร ได้ผูกพัทธสีมาวันที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2514 เสนาสนะต่าง ๆ มีอุโบสถ ศาลาการเปรียญ หอสวดมนต์ และกุฏิสงฆ์เดิมมี 7 หลัง (2530) มีพระภิกษุอยู่จำพรรษาแต่ละปีประมาณ 6 – 10 รูป ได้เปิดสอนพระปริยัติธรรม พ.ศ. 2500

เจ้าอาวาสมี 15 รูป คือ

รูปที่ 1 พระอธิการทรัพย์ รูปที่ 2 พระอธิการติก

รูปที่ 3 พระอธิการริ้ว รูปที่ 4 พระอธิการเปล่ง

รูปที่ 5 พระอธิการทอง รูปที่ 6 พระอธิการชั้น

รูปที่ 7 พระอธิการเสียน รูปที่ 8 พระอธิการสอน

รูปที่ 9 พระอธิการสนาม รูปที่ 10 พระอธิการแช

รูปที่ 11 พระอธิการเชียร รูปที่ 12 พระอธิการประเสริฐ

รูปที่ 13 พระอธิการเมือง รูปที่ 14 พระครูใบฎีกาสมจิตร (พ.ศ. 2513)

รูปที่ 15 พระสมบุญ ปสาโท อายุ 70 พรรษา

วัดหนองในดง วัดหนองในดง ตั้งอยู่ที่ 77 บ้านหนองในดง หมู่ที่ 4 ตำบลบางลาย อำเภอบึงนาราง จังหวัดพิจิตร สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย มีที่ดินตั้งวัดเนื้อที่ 13 ไร่ 3 งาน 20 ตารางวา อาณาเขตทิศเหนือยาว 3 เส้น ติดต่อกับลำคลอง ทิศใต้ยาว 3 เส้น ติดต่อกับที่ตั้งโรงเรียนบ้านหนองในดง ทิศตะวันออกยาว 4 เส้น 12 วา ติดต่อกับถนน ทิศตะวันตกยาว 4 เส้น 12 วา ติดต่อกับที่ดินเอกชน จาก น.ส.3 เลขที่ 1288 มีที่ธรณีสงฆ์ จำนวน 1 แปลง เนื้อที่ 7ไร่

สร้างขึ้นเป็นวัดนับตั้งแต่ พ.ศ. 2463 มีนามตามชื่อหมู่บ้าน ประชาชนร่วมใจกันสร้าง ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา วันที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2484 เสนาสนะต่าง ๆ มีอุโบสถสร้างใหม่ ศาลาการเปรียญ หอสวดมนต์ และกุฏิสงฆ์เดิมมี 4 หลัง (2530) มีพระภิกษุจำพรรษาประมาณ 5 – 10 รูป

เจ้าอาวาสมี 10 รูป คือ

รูปที่ 1 หลวงพ่อเสือ พ.ศ. 2463 – 2467

รูปที่ 2 หลวงพ่ออินทร์ พ.ศ. 2469 – 2487

รูปที่ 3 หลวงพ่อเสมือน พ.ศ. 2489 – 2509

รูปที่ 4 พระอาจารย์ยัพ พ.ศ. 2492 – 2499

รูปที่ 5 พระอาจารย์สวัสดิ์ พ.ศ. 2499 – 2505

รูปที่ 6 พระอาจารย์ออด พ.ศ. 2505 – 2509

รูปที่ 7 พระอาจารย์เทพ พ.ศ. 2509 – 2515

รูปที่ 8 พระอาจารย์พวง พ.ศ. 2515 – 2524

รูปที่ 9 พระไพระสุคนโธ พ.ศ. 2524

รูปปัจจุบัน คือ พระภัทราณุกูล มหาญาโณ อายุ 35 พรรษา 9

วัดห้วงศรัทธาราม วัดห้วงศรัทธาราม ตั้งอยู่เลขที่ 1 บ้านห้วงปลาไหล หมู่ที่ 3 ตำบลบึงนาราง อำเภอบึงนาราง จังหวัดพิจิตร สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย มีที่ดินตั้งวัดเนื้อที่ 15 ไร่ 2 งาน 33 ตารางวา อาณาเขต ทิศเหนือ ยาว 5 เส้น ติดต่อกับที่นาเอกชน ทิศใต้ยาว 5 เส้น ติดต่อกับลำคลอง ทิศตะวันออกยาว 3 เส้น 2 วา ติดต่อกับที่ตั้งโรงเรียนบ้านห้วปลาไหล ทิศตะวันตกยาว 3 เส้น 2 วา ติดต่อกับที่ดินเอกชน ตาม น.ส.3 เลขที่ 117

กระทรวงศึกษาธิการได้ประกาศตั้งเป็นวัดตั้งแต่วันที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2516 ประชาชน นิยมเรียกอีกนามหนึ่งว่า “วัดห้วงปลาไหล” ตามชื่อบ้าน การสร้างวัดได้ริเริ่มดำเนินการตั้งแต่ พ.ศ. 2510 ประชาชนร่วมใจกันบริจาคทรัพย์ซื้อที่ดินและจัดสร้างวัดนี้ขึ้นมา (เสนาสนะต่าง ๆ) มีศาลาการเปรียญ หอสวดมนต์ และกุฏิสงฆ์ เดิมมี 2 หลัง (2530) มีพระภิกษุอยู่จำพรรษาแต่ละปีประมาณ 5 – 12 รูป เจ้าอาวาสมี

รูปที่ 1 พระอาจารย์สุนทร อสู่สุข (พ.ศ. 2516 – 2525)

รูปที่ 2 พระวีระ อตตทีโป

รูปปัจจุบัน พระอธิการกอง ฐานวิฑโฒ อายุ 70 พรรษา 20 ( มรณะภาพแล้ว)

วัดคลองข่อย วัดคลองข่อย ตั้งอยู่ที่บ้านคลองข่อยหมู่ที่ 5 ตำบลบางลาย อำเภอบึงนาราง จังหวัดพิจิตร สังกัดคณะสงฆ์มหานิกายมีที่ดินตั้งวัดเนื้อที่ 14 ไร่ 80 ตารางวา อาณาเขตทิศเหนือคิดต่อกับลำคลองสาธารณะ ทิศใต้ติดต่อกับทางสาธารณะ ทิศตะวันออกติดต่อกับที่ดินเอกชน ทิศตะวันออกติดต่อกับแม่น้ำยม ตาม น.ส.3ก. เลขที่ 359

สร้างขึ้นเป็นวัดนับตั้งแต่วันที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2466 มีนามตามชื่อหมู่บ้าน ประชาชนร่วมใจ ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา ครั้งแรกเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2476 ผูกพทธสีมา วันที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2477 ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาครั้งที่หลัง วันที่ พ.ศ. 2541 และได้สร้างใหม่ มีศาลาการเปรียญ หอสวดมนต์ กุฏิสงฆ์เดิมจำนวน 5 หลัง (2530) มีโรงเรียนประถมศึกษาของทางราชการตั้งอยู่ในวัดนี้ด้วย

เจ้าอาวาสปัจจุบันคือ พระอธิการจำลอง อภินนโท อายุ 67 พรรษา 13 มีพระภิกษุจำนวน 5 รูป

วัดหนองแขม ประกาศเป็นวัดเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2536 วัดหนองแขม สร้างเป็นวัดประมาณ พ.ศ. 2524 กระทรวงศึกษาธิการประกาศตั้งเป็นวัดเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2536 เป็นวัดตั้งอยู่หมู่ที่ 4 ตำบลบึงนาราง อำเภอบึงนาราง จังหวัดพิจิตร เนื้อที่ประมาณ 8 ไร่ อาณาเขตทิศเหนือติดต่อถนนสาธารณะ ทิศใต้ติดต่อที่เอกชน ทิศตะวันออกติดต่อที่ เอกชน ทิศตะวันตกติดต่อที่โรงเรียนบ้านหนองแขม เสนาสนะมี ศาลาการเปรียญ กุฏิพระสงฆ์ 3 หลัง หอสวดมนต์ เมรุ พระจำพรรษาในปี พ.ศ. 2541 จำนวน 4 รูป หลวงตาสง่า สุขธมโม เจ้าอาวาสมาประมาณ 5 ปี จนถึง พ.ศ. 2541 ( มรณะภาพแล้ว )

วัดห้วยแก้ว ตั้งอยู่หมู่ที่ 2 ตำบลห้วยแก้ว อำเภอบึงนาราง จังหวัดพิจิตร สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย มีที่ดินตั้งวัดเนื้อที่ 11 ไร่ 2 งาน 26 ตารางวา อาณาเขตทิศเหนือติดต่อกับที่ดินเอกชน ทิศใต้ติดต่อถนนสาธารณะ ทิศตะวันออกติดต่อที่ตั้งโรงเรียนอนุบาลบึงนาราง(บ้านห้วยแก้ว) ทิศตะวันตกติดต่อกับถนนสาธารณะ

กระทรวงศึกษาธิการประกาศตั้งวัด เมื่อ วันที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2541 และได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อ เสนาสนะต่าง ๆ มีอุโบสถ ศาลาการเปรียญ กุฏิพระสงฆ์ 6 หลัง เมรุ 1 พระภิกษุอยู่จำพรรษา 12 รูป (2541) จัดเป็นสำนักเรียนพระปริยัติธรรมตั้งแต่ พ.ศ. 2530

เจ้าอาวาสอธิการสวาท ถาวโร ตั้งแต่ พ.ศ. 2530 จนถึง 2545 ปัจจุบัน (มรณะภาพแล้ว)

 

ภูมิปัญญาชาวบ้านและเทคโนโลยีท้องถิ่น

ภูมิปัญญาชาวบ้านและเทคโนโลยีท้องถิ่น เป็นองค์ความรู้ที่ได้รับการสั่งสมถ่ายทอดและพัฒนาจากประสบการณ์ ความรู้ ความสามารถของชาวบ้านจากอดีตจนถึงปัจจุบันโดยอาศัยศักยภาพที่มีอยู่ทั้งในตนเองและในธรรมชาติ มาก่อให้เกิดประโยชน์ในการดำรงชีวิตในแนวทางที่สอดคล้องกับธรรมชาติและวิถีชีวิตชาวบ้าน ภูมิปัญญาชาวบ้านและเทคโนโลยีท้องถิ่นที่ปรากฏในวิถีชีวิตของชาวบ้านอำเภอบึงนาราง มีดังนี้

1. ด้านการเกษตรกรรม ได้แก่ การทำนา ทำไร่ และทำสวน มีการประดิษฐ์เครื่องมือเครื่องใช้ ปรับปรุงวิธีการและขั้นตอนการผลิตดังนั้น

1.1 การเตรียมพื้นที่ สมัยก่อนใช้วิธีไถพรวนโดยใช้ไถ คราด ขุบและแรงงานจากควายเป็นเครื่องทุ่นแรง ปัจจุบันใช้รถไถนาแบบเดินตามหรือนั่งขับแทนทุกขั้นตอน ซึ่งประหยัดเวลาและแรงงานได้เป็นอย่างดี แต่เกษตกรก็มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น

1.2 การคัดเลือกพันธุ์ข้าวและการปลูก สมัยก่อนใช้พันธุ์ข้าวที่ชาวบ้านเรียกว่า “ข้าวนาปี” ที่แยกเป็นข้าวหนัก ข้าวกลาง และข้าวเบา ข้าวหนักจะปลูกตามพื้นที่ลุ่มน้ำท่วมขัง ได้แก่ พันธุ์นาก้นแก้ว ดอกดู่ เกี่ยวดี และข้าวเขียว เป็นต้น ข้าวกลางจะปลูกในพื้นที่ไม่ลุ่มและไม่ดอนมากนัก ได้แก่ พันธุ์บายศรี ข้าวเบาจะปลูกในที่ดอน ได้แก่ พันธุ์น้ำค้าง จะเกี่ยวได้ค่อนเร็วการปลูกข้าวหนักและข้าวกลางเป็นการใช้ภูมิปัญญาในการแก้ไขปัญหาน้ำให้พอดีกับการเจริญเติบโตของข้าวไม่ให้แห้งแล้งก่อนการเก็บเกี่ยว ข้าวพวกนี้จะมีอายุการเจริญเติบโตประมาณ 7 – 9 เดือน มีวิธีการปลูก 2 แบบ คือ นาดำและนาหว่าน นาดำต้องเพาะต้นกล้าก่อน นิยมปลูกในพื้นที่ที่น้ำท่วมไม่ถึงหรือที่ดอนน้ำน้อย นาหว่านนิยมปลูกในพื้นที่ลุ่มหรือที่บริเวณน้ำท่วมขัง โดยเฉพาะในฤดูน้ำหลาก ปัจจุบันชาวนาได้ปรับปรุงวิธีปลูกแบบ “นาน้ำตม” ใช้ข้าวพันธุ์ที่มีอายุการเจริญเติบโตสั้นประมาณ 3 – 4 เดือน ชาวบ้านเรียกการทำนาแบบนี้ว่า “ข้าวนาปรัง” ซึ่งให้ผลผลิตสูงกว่าสมัยก่อนและสามารถทำได้ปีละ 2 – 3 ครั้ง แต่คุณภาพของข้าวเพื่อการบริโภคก็สู่สมัยก่อนไม่ได้

1.3 การดูแล ในสมัยก่อนไม่มีการใช้สารเคมีกำจัดหญ้า แมลง หรือแม้แต่ปุ๋ยก็ไม่ได้ใช้การดูแลรักษาจึงเพียงแต่ใช้จอบ มีด หวด ดาย กำจัดวัชพืชที่ ในกรณีมีเพลี้ย หนอนหรือ แมลงกัดกินต้นข้าว ก็ใช้วิธีก่อไฟรมควันไล่ บ้างก็ใช้น้ำมนต์จากวัดไปปะพรมตามท้องไร่ท้องนาตามคติความเชื่อ แต่ในปัจจุบันมีการใช้สารเคมีและปุ๋ยอย่างแพร่หลาย ทำให้ผลผลิตเพิ่มขึ้น วิธีการเก่า ๆ ก็เลิกใช้ไป แต่ผลร้ายที่ตามมานอกเหนือจะเป็นการเพิ่มต้นทุนการผลิตแล้ว ยังมีสารเคมีตกค้าง เป็นพิษ ทั้งคน และสัตว์ ด้วย

1.4 การเก็บเกี่ยว สมัยก่อนใช้แรงงานคนแบบ “ลงแขก” เอาแรงกันโดยใช้เคียวเป็นเครื่องมือหรือว่าจ้างเกี่ยวกัน โดยคิดอัตราค่าจ้างต่อไร่ในขั้นตอนนี้ชาวนาชาวไร่ต้องคิดประดิษฐ์เครื่องมือเครื่องใช้ในการเก็บเกี่ยวหลายอย่างได้แก่ การจักตอกมัดฟ่อนข้าว การสานกระบุง ตะแกรงร่อนข้าว กระด้งผัดข้าว การทำเลื่อน เกวียน สารีน้อย เพื่อบรรทุกข้าว ทำคานเหลา เพื่อใช้หาบฟ่อนข้าว ทำลานนวดข้าวโดยใช้จอบถากพื้นดินให้เรียบ แล้วใช้มูลควายผสมน้ำทาบนผิวดินตากให้แห้ง เพื่อกันฝุ่นปนเปื้อนเมล็ดข้าว การทำคันฉาย สำหรับคุ้ยฟางออกจากเมล็ดข้าว การทำพลั่วตักข้าว การทำสีพัดโบกเศษฟาง และเมล็ดข้าวลีบเช่นเดียวกัน ปัจจุบันชาวนาได้พัฒนาการเก็บเกี่ยวโดยใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาช่วยในการเก็บเกี่ยวโดยใช้รถเกี่ยวข้าว รถเกี่ยวและนวดแยกเมล็ดข้าวออกจากฟางได้ในขั้นตอนเดียวกัน ประหยัดเวลา และแรงงาน สามารถนำส่งขายได้ทันที

การพัฒนาทั้งวิธีการ ขั้นตอนและเครื่องมือเครื่องใช้ในการทำนาเป็นการใช้ภูมิปัญญาในการทำมาหากินที่มีการปรับปรุงให้เหมาะสมกับยุคสมัยได้เป็นอย่างดีเนื่องจากการทำนาต้องอาศัยน้ำเป็นปัจจัยสำคัญ สมัยก่อนชาวนาอาศัยน้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติและฝนเท่านั้น การประดิษฐ์เครื่องมือเครื่องใช้จะมีเพียงระหัดวิดน้ำชงโลง และกระแส ทำให้ทำนาได้เพียงปีละ 1 ครั้ง ต่อมาชาวนาได้ใช้ภูมิปัญญาในการหาน้ำใต้ดินมาใช้คือวิธี “เจาะบ่อบาดาล” และนำเครื่องมือสมัยใหม่มาใช้ เครื่องสูบน้ำในการดึงน้ำจากใต้ดินหรือแหล่งน้ำไปได้ในระยะไกล ๆ โดยมีท่อที่เย็บจากพลาสติกที่ชาวบ้านเรียกว่า “ไอ้เข้หลาม” เป็นเสมือนท่อส่งน้ำทำให้การทำนาได้ผลดีมากจากการนำน้ำใต้ดินมาใช้กันอย่างแพร่หลาย ระดับน้ำใต้ดินจึงลดลง ทำให้เครื่องสูบน้ำราคาถูก ของชาวนาไม่สามารถสูบน้ำขึ้นมาได้ ชาวนาจึงคิดวิธีแก้ปัญหาโดยการขุดดินรอบ ๆ บ่อแล้วนำวงบ่อซีเมนต์ฝังลงไปกันดินทลายลงไปทับด้านล่างตามระดับของน้ำใต้ดินที่ลดลงไป ทำให้ประชาชนสามารถนำน้ำใต้ดินมาใช้ได้อีก แต่ชาวบ้านประสบกับปัญหาการเกิดแก๊สใต้ดินในบ่อบาดาลที่ขุดลงไป ชาวนาก็คิดหาวิธีทดสอบแก๊สโดยจุดตะเกียงน้ำมันใส่ถังน้ำผูกเชือกหย่อนลงไปในบ่อบาดาลที่ในบ่อมีแก๊สตะเกียงจะดับซึ่งชาวบ้านจะสามารถทราบได้ว่าเวลาใดมีแก๊สในบ่อและจะลงไปตรวจสอบบ่อบาดาลใต้ดินได้อย่างปลอดภัยนับว่าเป็นภูมิปัญญาของชาวบ้านอย่างแท้จริงที่สามารถแก้ปัญหาในการดำรงชีวิตได้อย่างมีผลดี ทำให้สามารถใช้เครื่องสูบน้ำราคาถูกประหยัดได้ต่อไปและมีน้ำสำหรับการเกษตรอย่างเพียงพอ

2. ด้านประมง เนื่องจากพื้นที่บางส่วนของอำเภอบึงนารางตั้งอยู่ริมแม่น้ำยม จึงมีประชาชนบางส่วนยึดอาชีพจับปลาขายเป็นอาชีพเสริมจากการทำนาเป็นอาชีพหลัก ส่วนที่ยึดเป็นอาชีพหลักจริง ๆ ปัจจุบันไม่มีแล้ว ส่วนพื้นที่อื่น ๆ ที่มีหนอง คลอง บึง ชาวบ้านจับปลาเพื่อเป็นอาหาร ถ้ามีมากก็แบ่งขายบ้าง ภูมิปัญญาการทำเครื่องใช้ในการจับสัตว์น้ำ จึงเป็นลักษณะที่ใช้จับแต่พออยู่พอกิน ได้แก่

เรือ ชุมชนที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำยม จะต่อเรือหรือขุดเรือเพื่อเป็นพาหนะในการจับปลา ที่นิยมใช้กันมีเรือหมู ซึ่งเป็นเรือขุดจากต้นไม้ทั้งต้น แล้วต่อกาบเรือสองข้าง และเรืออีป้าบซึ่งเป็นเรือต่อจากไม้เป็นแผ่น ๆ ขนาดจะไม่ใหญ่นักเพื่อสะดวกในการเคลื่อนไหว

แห เป็นการนำเส้นใยสำเร็จรูปมาถัก ใช้ในการเหวี่ยงจับปลา ตามคลอง หนอง บึง ที่มีน้ำไม่ลึกนัก ปัจจุบันมีแหสำเร็จรูปขาย

อวน ใช้จับปลาตามแม่น้ำ คลอง บึง ที่น้ำไม่ลึกนัก ชาวบ้านเรียกว่าไปตีอวนหรือตีก่ำ

ก่ำ คือกิ่งไม้ที่ชาวบ้านนำไปปักไว้ตามแหล่งน้ำเพื่อให้ปลาไปอาศัยอยู่แล้วจึงนำอวนไปล้อมจับปลา

เบ็ด มีหลายลักษณะ อาทิ เช่น เบ็ดปัก เบ็ดตก เบ็ดราว เบ็ดปลาช่อน

สวิง เป็นตาข่าย คล้ายแห แต่มีขนาดเล็ก มีขอบเป็นไม้ไผ่ ใช้ซ้อนจับสัตว์น้ำตื้นตามท้องนา ตามหนอง คลอง บึง

ลอบ ใช้ดักปลาตามริมแม่น้ำยม เรียกว่า ลอบยืน ถ้าดักตามท้องนาเรียกว่า ลอบนอน

ไซ ใช้ดักปลาตามท้องนา

ข่าย นิยมใช้จับปลาในฤดูน้ำหลาก

พายช้อน รูปร่างคล้ายสวิง มีด้ามจับ ใช้จับปลาริมแม่น้ำยม ในช่วงน้ำขึ้น คนจับปลาจะนั่งบนร้านริมฝั่งคอยพายช้อนปลา

ซ่อน ใช้ดักปลาซ่อน ปลาดุกตามท้องนา

ลัน ใช้ดักปลาไหล

อีจู้ ใช้ดักปลาไหล

อีดูด ใช้ดักปลาซิว ปลาสร้อย

อีงับ อีหับหรือจั่นงับ ทำจากกระป๋องสังกะสีชนิดสี่เหลี่ยมใช้ดักปลาตัวเล็ก ๆ

ตุ้ม ใช้ดักปลาสร้อย

ขีดหรือกรีด ใช้จับปลาหลด

ฉมวก ใช้แทงปลาช่อนและปลาชะโด

กรบ คล้ายฉมวกใช้แทงปลาขนาดตัวใหญ่ มี 3 – 7 แฉก

สุ่ม ใช้คลอบจับปลา ตามน้ำตื้น ชายหนอง บึง

ข้อง ใช้ใส่ปลา

ตะแกรง ใช้จับปลาตามแอ่งน้ำตื้น

3. งานหัตถกรรม ส่วนมากเป็นเครื่องจักสานทำจากไม้ไผ่ หวาย ผักตบชวา ทำเป็นเครื่องใช้ในครัวเรือน ซึ่งชาวบ้านนำภูมิปัญญาในการใช้น้ำมันยางและชันมาใช้ในการประสานรอยรั่วและเป็นส่วนรักษาสภาพให้คงทน มีอายุการใช้งานนานขึ้น ในสมัยก่อนชาบ้านไปหาชันจากป่าลึก ชันจะขึ้นอยู่ตามต้นรังเกิดจากแมงอีโฮมซึ่งมีลักษณะคล้ายผึ้ง การเกิดชันมี 2 ลักษณะ คือห้อยเป็นแท่งยาวลงมาจากต้นรัง ส่วนน้ำมันยางก็ได้จากต้นยางโดยการฟันต้นยางให้เป็นหลุม จะมีน้ำยางไหลออกมาที่หลุมนำออกมาใช้ได้ ปัจจุบันมีชันและน้ำมันยางขายตามท้องตลาด สะดวกต่อการใช้สอย แต่ปริมาณการใช้ลดลง เพราะการจักสานมีการทำน้อยเพราะมีการใช้วัสดุที่ทำมาจากพลาสติกแทน

การสานเปลญวน

เป็นงานหัตถกรรมจากผักตบชวา พอมีบ้างตามชุมชนริมฝั่งแม่น้ำยม โดยเฉพาะตำบลบางลาย ส่วนมากทำไว้ใช้ในครัวเรือน

การทอเสื่อกก มีการทออยู่ทั่วไปเพื่อใช้ในครัวเรือนเท่านั้น

การทำเสื่อ หมู่บ้านเนินสมบูรณ์จะมีการทำเสื่อกันแทบทุกหลังคาเรือน ชาวบ้านได้คิดค้นนำต้นหญ้าชนิดหนึ่งมาทำ ชาวบ้านเรียกกันว่า “ต้นกก”

วิธีทำ นำต้นกกที่เราตัดตามแล้ว นำไปผ่าครึ่ง แล้วนำไปตากแดดจนแห้งประมาณ 5 – 6 วัน พอแห้งแล้ว ถ้าเราต้องการจะให้เสื่อของเรามีสีสันให้เรานำสีย้อมผ้ามาย้อมต้นกกที่แห้งแล้ว เมื่อได้สีที่ต้องการก็นำไปตากแดดให้แห้อีกครั้งประมาณ 2 – 3 วัน พอแห้งแล้วเราก็นำไปทอได้เลย

เครื่องมือที่ใช้ในการทอ ก็คือ ไม้ที่ใช้สอดต้นกกที่เราใช้ทอ เรียกว่า “ฟืม” การทำเสื่อก็คือการใช้แรงตำ (แรงกระแทก) ซึ่งต้องใช้มืออย่างมากในการทำขณะเราสอดต้นกกเข้าไปแต่ละเส้น เส้นมันจะห่าง ต้องยิ่งตำแรงขึ้นเพื่อให้เสื่อมีความคงทน ยิ่งต้องใช้แรงมากเสื่อจะมีความหนาแน่นมากยิ่งขึ้น เสื่อที่เราทำออกมาก็จะเป็นลายออกมาอย่างสวยงามมากเหมือนกับเสื่อที่เราทุกคนใช้นั่นเอง (ผู้ให้ข้อมูล คือ นางพุทธา เสียงเพราะ อายุ 84 ปี อยู่บ้านเลขที่ 13/2 หมู่ 6 ตำบลแหลมรัง อำเภอบึงนาราง จังหวัดพิจิตร อาชีพทำไร่ ทำนา)

4. อุตสาหกรรม เป็นอุตสาหกรรมในครัวเรือน คือการทำกระปุกออมสินจากปูนปลาสเตอร์ แม้จะเป็นภูมิปัญญาที่ลอกเลียนแบบมาจากที่อื่น แต่ชาวบ้านที่ทำประสบผลสำเร็จดีมาก เป็นการสร้างงานให้ชุมชนได้ในระดับหนึ่ง มีการทำอยู่ในหมู่บ้าน ยางแขวนฆ้อง ตำบลบางลาย ประมาณ 10 กว่าหลังคาเรือน มีการจ้างงานทุกขั้นตอน ตั้งแต่การหล่อ ขัด พ่นสี และการขาย ซึ่งจะนำใส่รถกะบะเล็กหรือชาวบ้านเรียกว่า รถปิ๊กอัพ” ไปเร่ขายทั่วประเทศ โดยมีลูกหาบรับของราคาส่งจากเจ้าของแล้วหาบเร่ขาย ตั้งราคากันเอง ลูกหาบจะมีรายได้ดีมาก เป็นการใช้ภูมิปัญญาในการดำรงชีวิตได้เป็นอย่างดีอีกวิธีหนึ่ง

 

 

………………………………………………

ขออภัย

    1. ข้อมูลเกี่ยวกับตำแหน่งและบุคคลยังไม่สมบูรณ์
    2. ข้อมูลด้านสถิติยังไม่ได้ปรับปรุง
    3. ยังไม่ได้ลงเอกสารอ้างอิง
    4. ข้อเขียนนี้จัดทำโดยคณะบุคคล ยังไม่ได้ปรับข้อมูลให้สอดคล้องกัน

 

หมายเหตุ

ตัวอักษรสีแดงคือข้อความที่ยังไม่สมบูรณ์ รอปรับปรุง

 

 

 

 

 

 

 

 

 







Copyright © 2010 All Rights Reserved.